เนชั่นทีวี

Nation Story

เทียบมาตรฐานโลก! หัวหน้า กกต. เกาหลีใต้ลาออกเซ่นบัตรขาด ขณะที่ กกต. ไทยจ่อเด้งเลขาฯ แสวง

06 มิ.ย. 2569 | ธีรวัฒน์ เจริญยศ

เทียบมาตรฐานโลก! หัวหน้า กกต. เกาหลีใต้ลาออกเซ่นบัตรขาด ขณะที่ กกต. ไทยจ่อเด้งเลขาฯ แสวง

ARTICLE: สปิริตระดับสากล! หัวหน้า กกต. เกาหลีใต้ประกาศลาออกเซ่นบัตรขาด ขณะที่ กกต. ไทยจ่อเด้งเลขาฯ แสวง บุญมี สะท้อนวิกฤตศรัทธาและการจัดการเลือกตั้งที่ประชาชนไร้สิทธิ์ประเมิน

ARTICLE: สปิริตระดับสากล! หัวหน้า กกต. เกาหลีใต้ประกาศลาออกเซ่นบัตรขาด ขณะที่ กกต. ไทยจ่อเด้งเลขาฯ แสวง บุญมี สะท้อนวิกฤตศรัทธาและการจัดการเลือกตั้งที่ประชาชนไร้สิทธิ์ประเมิน

KEY

POINTS

  • หัวหน้า กกต. เกาหลีใต้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาการจัดการเลือกตั้ง เช่น บัตรเลือกตั้งหมดและส่งล่าช้า ซึ่งสะท้อนมาตรฐานความรับผิดชอบที่สูง
  • กกต. ไทยเผชิญปัญหาในการจัดการเลือกตั้งมากมาย แต่คณะกรรมการกลับเตรียมเลิกจ้างเลขาธิการ กกต. (นายแสวง บุญมี) โดยอ้างผลการประเมินที่ไม่ผ่านเกณฑ์
  • การเตรียมปลดเลขาธิการ กกต. ของไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเกมการเมืองภายใน เพื่อโยนความรับผิดชอบและอาจเกี่ยวข้องกับคดีการเมืองสำคัญที่เลขาฯ กุมข้อมูลอยู่

หากองค์กรที่มีหน้าที่ "คุมกติกาประชาธิปไตย" ทำงานผิดพลาด... มาตรฐานความรับผิดชอบควรอยู่ที่ตรงไหน? เมื่อหัวหน้า กกต. เกาหลีใต้เลือกก้าวลงจากตำแหน่งทันทีเพื่อรักษาศรัทธาของประชาชน ต่างจากกรณีของประเทศไทยที่ กกต. สอบตกในสายตาประชาสังคม แต่ผู้ที่กำลังจะถูกเลิกจ้างกลับเป็น "เลขาธิการ กกต." ท่ามกลางมรสุมการเมืองและการจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยคำถาม ชวนย้อนคิดว่าแท้จริงแล้ว... ใครกันแน่ที่ควรเป็นผู้ประเมินผู้ใช้อำนาจรัฐตัวจริง?

 

🔵 [เกาหลีใต้: บัตรขาด-ส่งช้า “หัวหน้าลาออก” ทันทีเพื่อรักษาศรัทธา]

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเอเชีย เมื่อ นายโน แท อัค หัวหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของเกาหลีใต้ แถลงการณ์ประกาศ "ลาออกจากตำแหน่ง" เพื่อแสดงสปิริตรับผิดชอบต่อความผิดพลาดในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือ มีหน่วยเลือกตั้ง 50 แห่งจากทั้งหมดราว 14,300 แห่งที่บัตรเลือกตั้งหมดระหว่างลงคะแนน และมีอีก 22 แห่งที่การส่งบัตรล่าช้า ทำให้ประชาชนต้องยืนรอคิวกลางสายฝนจนดึกจนเกิดการประท้วงปิดหีบเลือกตั้ง

นายโน แท อัค ได้กล่าวประโยคสำคัญที่สะท้อนถึงมาตรฐานความรับผิดชอบระดับสูงว่า "ผมไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ สำหรับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ซึ่งทำลายผลประโยชน์และความมุ่งมั่นของประชาชนในการมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย และทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในกระบวนการเลือกตั้ง"

 

ไม่เพียงแค่ลาออก แต่นายโนยังประกาศจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทันที และพร้อมน้อมรับผลการตรวจสอบทุกประการ นี่คือภาพสะท้อนของ "มาตรฐานและความรับผิดชอบ" (Accountability) ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสปิริตส่วนบุคคลของนายโนเท่านั้น แต่เป็นผลจากแรงขับเคลื่อนทางโครงสร้างและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ประชาชนเกาหลีใต้ร่วมกันกดดันจนเกิดเป็นมาตรฐานสังคมที่ผู้ใช้อำนาจทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แต่เมื่อเราตัดภาพกลับมามองที่ประเทศไทย... เรื่องราวกลับดำเนินไปในทิศทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

🔵 [ไทยแลนด์สไตล์: เลือกตั้งพิรุธเพียบ แต่ทำไมเงียบกริบ?]

หากพิจารณามาตรฐานการจัดการเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ไทยตกเป็น "ตำบลกระสุนตก" อย่างหนักจากสารพัดปัญหาเชิงระบบ

 

บัตรเลือกตั้งส่อพิรุธ: การพิมพ์คิวอาร์โค้ด (QR Code) และบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง จนสังคมตั้งข้อสงสัยว่าอาจทำให้การลงคะแนน "ไม่เป็นความลับ" ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งประเด็นนี้สร้างความตื่นตระหนกและหวาดระแวงให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter Anxiety) เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวสูงสุด เพราะกังวลว่ารัฐอาจตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าตนเองเลือกพรรคการเมืองใด ซึ่งเรื่องนี้ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

 

ระบบที่ผิดพลาดและล่าช้า: ปัญหาการเขียนหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาด และการประกาศผลคะแนนที่กินเวลานานจนน่ากังขา บางเขตมีคะแนนเขย่งจนต้องนับใหม่หลายรอบ

 

การเก็บตัวในความสลัว: ในช่วงที่สังคมต้องการคำตอบและคำชี้แจงที่ชัดเจน บรรดาผู้บริหารองค์กรกลับเลือกที่จะ "เก็บตัวเงียบ" แทนการออกมาชี้แจงหรือแสดงสปิริตรับผิดชอบใด ๆ

 

คำถามสำคัญคือ ในเมื่อประชาชนรู้สึกว่าการจัดการเลือกตั้งมีข้อบกพร่องขนาดนี้ ทำไมเราจึงไม่เคยเห็นการแสดงสปิริตรับผิดชอบระดับ "บอร์ดใหญ่" เหมือนอย่างในเกาหลีใต้เลยแม้แต่ครั้งเดียว?

 

🔵 [เกมการเมืองในเงาสลัว: เลขาฯ กกต. สอบตก หรือเป็นแพะรับบาป?]

แทนที่จะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างจากความพยายามของบอร์ดใหญ่ ล่าสุดกลับมีกระแสข่าวร้อนแรงว่า “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ลูกหม้อสายปราบปรามที่ทำงานมาเกือบ 4 ปี กำลังจะถูก "เลิกจ้าง" เนื่องจากประเมินผลการปฏิบัติงานปี 2568 ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 60% จากการลงคะแนนของ กกต. ชุดเดิม

 

ทว่าสิ่งที่ชวนให้ตั้งข้อสังเกตเชิงลึกคือ เหตุใดผลประเมินจึงล่าช้าลากยาวมาข้ามปีจนกระทั่งส่งมอบมาให้ กกต. ชุดใหม่ ซึ่งส่อเค้าว่าเบื้องหลังอาจมี "เกมการเมืองภายใน" และการต่อรองอำนาจเพื่อรอจังหวะเวลาที่เอื้อต่อการจัดการเรื่องนี้หรือไม่

 

ประเด็นนี้น่าสนใจตรงที่ ผลการประเมินนี้ล่าช้ามานานกว่าครึ่งปี และเพิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเตรียมเสนอให้บอร์ด กกต. ชุดใหญ่ที่มี "ณรงค์ กลั่นวารินทร์" เป็นประธาน กกต. คนใหม่เคาะฟันธงภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้

 

แต่ในสายตาของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง หลายคนมองว่านี่อาจไม่ใช่เรื่องของ "ประสิทธิภาพงาน" เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็น "เกมการเมืองหลังบ้าน" หรือไม่?

 

เนื่องจากนายแสวงเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยตำแหน่ง และเป็นผู้กุมข้อมูลสำคัญของ "คดีฮั้ว สว." ที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้สมัครและบิ๊กเนมกว่า 229 คน ซึ่งปัจจุบันหลายคนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล และยังมีกระแสข่าวความพยายามประทับตรา "ระบอบสีน้ำเงิน" ในการเมืองไทย ซึ่งนายแสวงก็เคยให้สัมภาษณ์ยอมรับตรง ๆ ว่าตนเองเป็น "คนบุรีรัมย์"

 

การประเมินตกครั้งนี้จึงส่อแววพิลึกพิลั่น จนเกิดคำถามว่าเป็นการเตะสกัดเพื่อกลบข่าวร้อน หรือเป็นการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" เพื่อไม่ให้ขุดคุ้ยคดีใหญ่ที่อาจทำให้ผู้มีอำนาจบางกลุ่มต้องสั่นสะเทือน?

 

🔵 [คำถามเชิงโครงสร้าง: ประชาชนสอบตก กกต. สอบผ่าน... แล้วใครมีสิทธิ์ประเมินผู้ใช้อำนาจ?]

ความลักลั่นของระบบนี้ถูกสะท้อนผ่านมุมมองของ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่ได้ลองทำการตั้งเกณฑ์ประเมินคะแนนแบบเปรียบเทียบระหว่าง "เลขาฯ แสวง" และ "บอร์ด กกต. ทั้ง 7 คน" โดยอิงจากความรู้สึกของประชาชนในมิติต่าง ๆ เช่น ความสุจริตเที่ยงธรรม ประสิทธิภาพงบประมาณ และการสื่อสารกับสาธารณะ

 

ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจอย่างยิ่ง...

คะแนนรวมเลขาฯ แสวง: ได้ 59 คะแนนจาก 100 คะแนน (สอบตกตามเกณฑ์ 60\%)

คะแนนรวมคณะกรรมการ กกต.: ได้เพียง 49 คะแนนจาก 100 คะแนน (สอบตกเช่นกัน)

 

คำถามที่แหลมคมที่สุดจากสมชัยคือ "แสวง สอบตก กกต. เลิกจ้าง... แต่ กกต. สอบตก ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้"

 

นี่คือช่องโหว่เชิงโครงสร้างที่สำคัญขององค์กรอิสระในประเทศไทย ตามกฎหมายปัจจุบัน ไม่ว่า กกต. จะทำงานบกพร่องหรือค้านสายตาประชาชนเพียงใด ประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษีและเจ้าของอำนาจอธิปไตยกลับ "ไม่มีสิทธิ์ประเมินผลงาน" หรือถอดถอนพวกเขาได้โดยตรงเลย

 

ในขณะที่พนักงานจัดตั้งอย่างเลขาธิการ กกต. ต้องเซ็นสัญญาจ้างและมีเกณฑ์วัดผลงาน แต่ตัวผู้ใช้อำนาจสูงสุดระดับ "คณะกรรมการ" กลับลอยตัวเหนือปัญหาและรับเงินเดือนหลักแสนไปจนหมดวาระ

 

การเปรียบเทียบระหว่างเกาหลีใต้และไทยครั้งนี้ ทำให้เราเห็นระยะห่างของคำว่า "ความรับผิดชอบต่อประชาชน" อย่างชัดเจน

 

ในเกาหลีใต้ ความโปร่งใสและศรัทธาของประชาชนคือสิ่งสูงสุดที่ผู้ใช้อำนาจต้องปกป้องด้วยสปิริต แต่ในประเทศไทย ระบบราชการและองค์กรอิสระยังคงติดหล่มอยู่กับอำนาจนิยม สัญญาจ้างที่คลุมเครือ และการประเมินผลที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม

 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องมาร่วมกันคิดและปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรอิสระ?

 

หากเราสามารถออกแบบระบบประเมินผลงานองค์กรอิสระใหม่ได้ คุณคิดว่า "ประชาชน" ควรมีช่องทางในการตรวจสอบและประเมินผลงาน กกต. อย่างไรบ้าง? เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มโหวตแบบดิจิทัลเพื่อส่งคะแนนประเมินโดยตรงจากภาคประชาชน หรือการผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนฝั่งนิติบัญญัติให้มีอำนาจในการประเมินและตรวจสอบ เพื่อคืนมาตรฐานความโปร่งใสและทำให้องค์กรอิสระหันมาฟังเสียงผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง?