"Excess Capacity Subsidies" ไพ่ใบถัดไปของสงครามการค้า
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยมองว่า ประเด็นแรงงานบังคับอาจเป็นเพียงก้าวแรกของยุทธศาสตร์เท่านั้น เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมใช้ข้อกล่าวหาอีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ "Excess Capacity Subsidies" หรือการอุดหนุนกำลังการผลิตส่วนเกิน
แนวคิดดังกล่าวหมายถึงสถานการณ์ที่รัฐบาลของบางประเทศใช้งบประมาณหรือมาตรการสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยให้โรงงานสามารถผลิตสินค้าได้มากเกินกว่าความต้องการภายในประเทศ ก่อนส่งสินค้าส่วนเกินออกไปจำหน่ายในตลาดโลกในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง
ผลลัพธ์คือผู้ผลิตในประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ต้องแข่งขันกับสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติ จนนำไปสู่การสูญเสียส่วนแบ่งตลาด การปิดกิจการ และการเลิกจ้างแรงงานในหลายอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม แผงโซลาร์เซลล์ และรถยนต์ไฟฟ้า
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นการอุดหนุนกำลังการผลิตส่วนเกินจึงถูกมองว่าอาจกลายเป็น "ข้ออ้างทางกฎหมาย" ชุดถัดไปที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้ควบคู่กับเรื่องแรงงานบังคับ เพื่อขยายขอบเขตการใช้มาตรา 301 และเพิ่มอัตราภาษีในอนาคต
เหตุใดประเทศไทยจึงถูกเก็บภาษีสูงสุด
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ การที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษี 12.5% เทียบเท่ากับจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม ขณะที่สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรกลับถูกกำหนดอัตราเพียง 10%
การจัดระดับดังกล่าวสะท้อนมุมมองของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในสองด้านสำคัญ
ด้านแรก คือกรอบกฎหมายภายในประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่าไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่สามารถห้ามการนำเข้า การผลิต หรือการใช้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับได้อย่างครอบคลุมเทียบเท่ามาตรฐานของสหภาพยุโรปหรือสหราชอาณาจักร
อีกด้านหนึ่งคือความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทย ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารทะเล และสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งยังคงถูกจับตาในเรื่องแหล่งที่มาของวัตถุดิบและการใช้แรงงานข้ามชาติ
กล่าวได้ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มองเฉพาะตัวสินค้า หากแต่พิจารณาตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงสินค้าสำเร็จรูป
ผลสะเทือนที่อาจย้อนกลับสหรัฐฯ เอง
แม้มาตรการดังกล่าวอาจช่วยสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาลทรัมป์ในหมู่แรงงานและภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ หลายฝ่ายเตือนว่าผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศผู้ส่งออก
ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมักถูกผลักภาระไปยังผู้นำเข้า ก่อนจะส่งต่อมายังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาการนำเข้าจากเอเชีย
ขณะเดียวกัน การเก็บภาษีพร้อมกันกับประเทศคู่ค้าจำนวนมากยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามการค้ารอบใหม่ หากประเทศต่าง ๆ เลือกตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร เทคโนโลยี หรือสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ เองในระยะต่อไป
กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยน
มาตรการภาษีชุดใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกติกาการค้าโลก ภายใต้แนวคิดของรัฐบาลทรัมป์ ประเด็นสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม และมาตรการภาษี ไม่ได้ถูกแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่ถูกหลอมรวมเป็นเครื่องมือเดียวกันในการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของภาษีนำเข้าในระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าความสามารถในการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเฉพาะคุณภาพสินค้าและต้นทุนการผลิตอีกต่อไป หากจะรวมถึงความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานแรงงาน ความสอดคล้องกับกฎหมายสากล และความสามารถในการพิสูจน์ว่าสินค้าไม่ได้รับความได้เปรียบจากการอุดหนุนหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เมื่อโลกการค้าเดินเข้าสู่ยุคที่ "มาตรฐาน" กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ ประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน เพราะความท้าทายในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าให้ได้ราคาถูกที่สุด แต่อยู่ที่การผลิตสินค้าให้สามารถผ่านเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมายของประเทศปลายทางได้อย่างครบถ้วน หากไม่สามารถยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ได้ ความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกก็อาจถูกบั่นทอนลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-----
ที่มา: