เนชั่นทีวี

Exclusive

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "กำแพงภาษีแรงงานบังคับ" เมื่อ "สิทธิมนุษยชน" กลายเป็นเครื่องมือของนโยบาย America First

24 ก.ค. 2569 | Apirak Pradubyati

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "กำแพงภาษีแรงงานบังคับ" เมื่อ "สิทธิมนุษยชน" กลายเป็นเครื่องมือของนโยบาย America First

บทวิเคราะห์เจาะลึกยุทธศาสตร์การค้าสหรัฐฯ หลังเปลี่ยนฐานกฎหมายมาใช้ Section 301 รีดภาษีปมแรงงานบังคับ เผยเหตุผลไทยโดน 12.5% และเตือนไพ่ใบถัดไป

บทวิเคราะห์เจาะลึกยุทธศาสตร์การค้าสหรัฐฯ หลังเปลี่ยนฐานกฎหมายมาใช้ Section 301 รีดภาษีปมแรงงานบังคับ เผยเหตุผลไทยโดน 12.5% และเตือนไพ่ใบถัดไป

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ใช้ประเด็น "แรงงานบังคับ" เป็นเครื่องมือสร้างกำแพงภาษีรูปแบบใหม่ เพื่อปกป้องการค้าในประเทศตามนโยบาย America First โดยอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน
  • มาตรการนี้อาศัยอำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ โดยเชื่อมโยงปัญหาแรงงานบังคับเข้ากับการสร้างความได้เปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ยากต่อการโต้แย้งทางกฎหมาย
  • ประเทศไทยถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงสุด (12.5%) เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่ากรอบกฎหมายภายในยังไม่เข้มแข็งพอและมีความเสี่ยงด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าส่งออกหลัก
  • ยุทธศาสตร์นี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยสหรัฐฯ อาจใช้ข้ออ้างอื่น เช่น การอุดหนุนกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity Subsidies) เพื่อขยายกำแพงภาษีในอนาคต

การประกาศขึ้นภาษีศุลกากรใหม่ในอัตรา 10-12.5% ครอบคลุมประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัตราสูงสุด 12.5% นับเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกนำเสนอในฐานะการลงโทษประเทศซึ่งปล่อยให้มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน

บนผิวเผิน นี่คือมาตรการที่อาศัยประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นหลักในการสร้างความชอบธรรม แต่เมื่อพิจารณาผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ หลายฝ่ายกลับมองตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสร้าง "กำแพงภาษีรูปแบบใหม่" เพื่อเดินหน้านโยบายคุ้มครองการค้า (Protectionism) ของสหรัฐฯ ภายใต้กรอบกฎหมายที่ยากต่อการถูกท้าทายในชั้นศาล และยังเปิดทางให้รัฐบาลสามารถขยายมาตรการกีดกันทางการค้าไปสู่ประเด็นอื่นในอนาคตได้อีกด้วย

 

เปลี่ยนฐานกฎหมาย เพื่อรักษายุทธศาสตร์ภาษี

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทรัมป์เผชิญอุปสรรคทางกฎหมาย เมื่อการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ในวงกว้างก่อนหน้านี้ถูกท้าทายในศาล ขณะที่มาตรการภาษีชั่วคราวตามมาตรา 122 ก็กำลังจะสิ้นสุดกรอบเวลาบังคับใช้ ทำให้ฝ่ายบริหารจำเป็นต้องมองหาฐานอำนาจใหม่ที่มีความมั่นคงมากกว่า

คำตอบจึงอยู่ที่ "Section 301" หรือมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 1974 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เปิดโอกาสให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สามารถสอบสวนและใช้มาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่าดำเนินนโยบายการค้าอย่างไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ

ข้อได้เปรียบของมาตรานี้อยู่ตรงที่ ศาลสหรัฐฯ ในอดีตมักให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการตีความและบังคับใช้ ส่งผลให้การดำเนินมาตรการภายใต้ Section 301 มีโอกาสถูกเพิกถอนน้อยกว่าการใช้อำนาจในกรอบกฎหมายอื่น

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ USTR กำลังพยายามสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การปล่อยให้มีแรงงานบังคับไม่ใช่เพียงปัญหาสิทธิมนุษยชน แต่ยังถือเป็นการสร้าง "ความได้เปรียบทางต้นทุนที่ไม่เป็นธรรม" เพราะผู้ผลิตสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลงอย่างผิดปกติ จนส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดโลก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเด็นสิทธิมนุษยชนจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับหลักการแข่งขันทางการค้าโดยตรง

 

Protectionism ในคราบสิทธิมนุษยชน

แม้ปัญหาแรงงานบังคับจะเป็นประเด็นที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แต่หลายฝ่ายมองว่า เป้าหมายของมาตรการภาษีครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปกป้องแรงงาน หากยังมีมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ลึกกว่านั้น

ประการแรก คือการสร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าอเมริกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับมีต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง การเก็บภาษีจึงเป็นการดึงราคาสินค้านำเข้าให้กลับมาแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานอเมริกันซึ่งมีค่าแรงและมาตรฐานแรงงานสูงกว่า

ประการที่สอง คือการกดดันให้ภาคการผลิตย้ายฐานกลับเข้าสหรัฐฯ หรือประเทศพันธมิตร การใช้มาตรการครอบคลุมมูลค่าการนำเข้าส่วนใหญ่จากประเทศเป้าหมาย ทำให้ต้นทุนของการผลิตนอกสหรัฐฯ สูงขึ้น จนบริษัทข้ามชาติอาจต้องทบทวนการจัดวางห่วงโซ่อุปทานใหม่

และประการสุดท้าย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าสำคัญที่สุด คือการปูทางไปสู่มาตรการภาษีระลอกใหม่ที่มีขอบเขตกว้างยิ่งกว่าเดิม

"Excess Capacity Subsidies" ไพ่ใบถัดไปของสงครามการค้า

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยมองว่า ประเด็นแรงงานบังคับอาจเป็นเพียงก้าวแรกของยุทธศาสตร์เท่านั้น เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมใช้ข้อกล่าวหาอีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ "Excess Capacity Subsidies" หรือการอุดหนุนกำลังการผลิตส่วนเกิน

แนวคิดดังกล่าวหมายถึงสถานการณ์ที่รัฐบาลของบางประเทศใช้งบประมาณหรือมาตรการสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยให้โรงงานสามารถผลิตสินค้าได้มากเกินกว่าความต้องการภายในประเทศ ก่อนส่งสินค้าส่วนเกินออกไปจำหน่ายในตลาดโลกในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง

ผลลัพธ์คือผู้ผลิตในประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ต้องแข่งขันกับสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติ จนนำไปสู่การสูญเสียส่วนแบ่งตลาด การปิดกิจการ และการเลิกจ้างแรงงานในหลายอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม แผงโซลาร์เซลล์ และรถยนต์ไฟฟ้า

ด้วยเหตุนี้ ประเด็นการอุดหนุนกำลังการผลิตส่วนเกินจึงถูกมองว่าอาจกลายเป็น "ข้ออ้างทางกฎหมาย" ชุดถัดไปที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้ควบคู่กับเรื่องแรงงานบังคับ เพื่อขยายขอบเขตการใช้มาตรา 301 และเพิ่มอัตราภาษีในอนาคต

 

เหตุใดประเทศไทยจึงถูกเก็บภาษีสูงสุด

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ การที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษี 12.5% เทียบเท่ากับจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม ขณะที่สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรกลับถูกกำหนดอัตราเพียง 10%

การจัดระดับดังกล่าวสะท้อนมุมมองของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในสองด้านสำคัญ

ด้านแรก คือกรอบกฎหมายภายในประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่าไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่สามารถห้ามการนำเข้า การผลิต หรือการใช้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับได้อย่างครอบคลุมเทียบเท่ามาตรฐานของสหภาพยุโรปหรือสหราชอาณาจักร

อีกด้านหนึ่งคือความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทย ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารทะเล และสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งยังคงถูกจับตาในเรื่องแหล่งที่มาของวัตถุดิบและการใช้แรงงานข้ามชาติ

กล่าวได้ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มองเฉพาะตัวสินค้า หากแต่พิจารณาตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงสินค้าสำเร็จรูป

 

ผลสะเทือนที่อาจย้อนกลับสหรัฐฯ เอง

แม้มาตรการดังกล่าวอาจช่วยสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาลทรัมป์ในหมู่แรงงานและภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ หลายฝ่ายเตือนว่าผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศผู้ส่งออก

ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมักถูกผลักภาระไปยังผู้นำเข้า ก่อนจะส่งต่อมายังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาการนำเข้าจากเอเชีย

ขณะเดียวกัน การเก็บภาษีพร้อมกันกับประเทศคู่ค้าจำนวนมากยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามการค้ารอบใหม่ หากประเทศต่าง ๆ เลือกตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร เทคโนโลยี หรือสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ เองในระยะต่อไป

 

กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยน

มาตรการภาษีชุดใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกติกาการค้าโลก ภายใต้แนวคิดของรัฐบาลทรัมป์ ประเด็นสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม และมาตรการภาษี ไม่ได้ถูกแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่ถูกหลอมรวมเป็นเครื่องมือเดียวกันในการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของภาษีนำเข้าในระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าความสามารถในการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเฉพาะคุณภาพสินค้าและต้นทุนการผลิตอีกต่อไป หากจะรวมถึงความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานแรงงาน ความสอดคล้องกับกฎหมายสากล และความสามารถในการพิสูจน์ว่าสินค้าไม่ได้รับความได้เปรียบจากการอุดหนุนหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อโลกการค้าเดินเข้าสู่ยุคที่ "มาตรฐาน" กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ ประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน เพราะความท้าทายในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าให้ได้ราคาถูกที่สุด แต่อยู่ที่การผลิตสินค้าให้สามารถผ่านเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมายของประเทศปลายทางได้อย่างครบถ้วน หากไม่สามารถยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ได้ ความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกก็อาจถูกบั่นทอนลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

-----

ที่มา:

ข่าวล่าสุด