ความน่ากังวลยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อย้อนกลับไปดูคำสัมภาษณ์ของ มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ที่เคยประกาศกร้าวไว้ว่า ซาอุฯ พร้อมจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ทันทีหากอิหร่านทำสำเร็จ โดยทรงย้ำว่า "จะทำเช่นนั้นอย่างแน่นอนโดยไม่มีข้อสงสัย" ขณะที่อิหร่านเองก็นำเครื่องหมุนเหวี่ยงไปเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนใกล้ระดับเกรดอาวุธ หลังทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2018 และเปิดฉากโจมตีฐานนิวเคลียร์อิหร่านในเวลาต่อมา
🔵 ['ข้อตกลง 123' กับด่านหินสภาคองเกรส]
ข้อตกลงนี้ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ข้อตกลง 123" (123 Agreement) ตามพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณู ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยสหรัฐฯ เคยทำข้อตกลงลักษณะนี้กับ 51 ประเทศทั่วโลก
จุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ การที่ทรัมป์ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับข้อตกลงที่สหรัฐฯ เคยทำไว้กับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในปี 2009 ในครั้งนั้น UAE ยอมรับ "มาตรฐานทองคำ" ด้วยการลงนามใน "พิธีสารเพิ่มเติม" (Additional Protocol) ยินยอมสละสิทธิ์ในการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เองทั้งหมด เพื่อแลกกับการตรวจสอบที่โปร่งใส แต่ในเคสของซาอุฯ ทรัมป์กลับยอมถอยห่างจากมาตรฐานความปลอดภัยเดิมที่เคยใช้ในยุคบุชและโอบามา
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ได้ส่ง "ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ" และ "ข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทวิภาคี" ให้สภาคองเกรสทบทวนเป็นเวลา 90 วันทำการ หากสภาคองเกรสต้องการคว่ำข้อตกลงนี้ จำเป็นต้องลงมติด้วยเสียงข้างมากถึง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา เพื่อล้มล้างการใช้อำนาจวีโต้ (Veto) ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถือเป็นงานที่ยากลำบากอย่างยิ่งเนื่องจากพรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา
🔵 [ดาบสองคมแห่งการเมืองโลก]
การเดินเกมการเมืองโลกของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการอนุมัติดีลนิวเคลียร์ให้ซาอุดีอาระเบีย อาจช่วยสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้อุตสาหกรรมนิวเคลียร์อเมริกันและดึงซาอุฯ ออกจากหมากล้อมของจีน-รัสเซีย แต่การยอมแลกด้วยการผ่อนปรน "มาตรฐานทองคำ" และเปิดทางให้ซาอุฯ เสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงได้เอง อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่เร่งให้ตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่ "ยุคการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้