เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : ดีลอันตราย! สหรัฐฯ-ซาอุฯ เปิดทาง 'มหาอำนาจนิวเคลียร์อุบัติใหม่'

23 ก.ค. 2569 | NATESAIY

ARTICLE : ดีลอันตราย! สหรัฐฯ-ซาอุฯ เปิดทาง 'มหาอำนาจนิวเคลียร์อุบัติใหม่'

การลงนามข้อตกลงความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบีย อาจถูกมองว่าเป็นการสกัดอิทธิพลของจีนและรัสเซียในภูมิภาค... แต่ประเด็นที่ลึกและน่ากลัวไปกว่านั้น คือความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การแจ้งเกิดของ "มหาอำนาจนิวเคลียร์อุบัติใหม่" ในตะวันออกกลาง!

หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า ซาอุดีอาระเบียสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจเปิดทางให้ราชอาณาจักรที่มั่งคั่งแห่งนี้ มีสิทธิ์เสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ได้เองในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ บางส่วน รวมถึงอิสราเอล ออกมาแสดงท่าทีคัดค้านอย่างหนัก ด้วยความกังวลว่าโครงการนิวเคลียร์ภาคพลเรือนจะถูกนำไปใช้แอบแฝงเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และจุดชนวนการแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่

ฝ่ายสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย อ้างว่าการลงนามข้อตกลงภายใต้กรอบความร่วมมือ 30 ปี มีจุดประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังจากต้องเผชิญภาวะตึงเครียดจากสงครามกับอิหร่าน ขณะเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ก็คาดหวังจะใช้ดีลนี้อัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ โดยเริ่มจากบริษัท "Westinghouse" ผู้ออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชั้นนำของโลก
 


🔵 [รอยร้าวในสภาฯ กับการถอยห่าง 'มาตรฐานทองคำ'] 



แม้ข้อตกลงนี้จะได้รับการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันบางส่วน แต่ สส. จากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ตลอดจนเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิสราเอล ต่างมองว่านี่คือความเสี่ยงขั้นรุนแรง การที่ซาอุดีอาระเบียได้รับอนุญาตให้เสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์ตรวจสอบที่เข้มงวดในระดับ "มาตรฐานทองคำ" (Gold Standard) ของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการแปรรูปพลูโตเนียมและเบี่ยงเบนเชื้อเพลิงไปสู่โครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ในที่สุด

เมื่อผู้สื่อข่าวถาม มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระหว่างการประชุม ASEAN Regional Forum (ARF) ที่กรุงมะนิลา ถึงข้อกังวลดังกล่าว รูบิโอได้ตอบอย่างบ่ายเบี่ยงว่า "เอาเป็นว่า สหรัฐฯ จะไม่ทำข้อตกลงใดๆ กับประเทศไหนก็ตามในโลกที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์"
 


🔵 [จากยุคไบเดนสู่ดีลการเมืองฉบับทรัมป์] 


อันที่จริง ข้อตกลงฉบับนี้ผ่านการเจรจาอย่างยาวนานแบบมาราธอนมาหลายปี ในสมัยรัฐบาล โจ ไบเดน ข้อตกลงนิวเคลียร์เคยถูกผูกไว้เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับการให้ซาอุดีอาระเบียยอมรับรองทางการทูตต่ออิสราเอล ทว่าหลังเหตุการณ์กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โอกาสดังกล่าวก็ริบหรี่ลง จนกระทั่งในยุคของทรัมป์ เขาตัดสินใจแยกข้อเสนอนิวเคลียร์ออกจากข้อเรียกร้องเรื่องอิสราเอลอย่างเด็ดขาด

ทรัมป์และ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เห็นชอบร่วมกันที่จะเดินหน้าความร่วมมือนี้ ตั้งแต่พระองค์เสด็จเยือนทำเนียบขาวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก่อนที่ The New York Times จะรายงานว่าทั้งสองฝ่ายได้เร่งสรุปรายละเอียดเพื่อเตรียมเสนอต่อสภาคองเกรส โดยมีเอกสารแนบท้ายที่เป็นความลับ 2 ฉบับ ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะอ้างเหตุผลเรื่องความลับทางธุรกิจและความมั่นคงเพื่อปกปิดเนื้อหา ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ยินยอมลงมติจนกว่าจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด

ความน่ากังวลยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อย้อนกลับไปดูคำสัมภาษณ์ของ มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ที่เคยประกาศกร้าวไว้ว่า ซาอุฯ พร้อมจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ทันทีหากอิหร่านทำสำเร็จ โดยทรงย้ำว่า "จะทำเช่นนั้นอย่างแน่นอนโดยไม่มีข้อสงสัย" ขณะที่อิหร่านเองก็นำเครื่องหมุนเหวี่ยงไปเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนใกล้ระดับเกรดอาวุธ หลังทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2018 และเปิดฉากโจมตีฐานนิวเคลียร์อิหร่านในเวลาต่อมา
 


🔵 ['ข้อตกลง 123' กับด่านหินสภาคองเกรส] 


ข้อตกลงนี้ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ข้อตกลง 123" (123 Agreement) ตามพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณู ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยสหรัฐฯ เคยทำข้อตกลงลักษณะนี้กับ 51 ประเทศทั่วโลก

จุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ การที่ทรัมป์ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับข้อตกลงที่สหรัฐฯ เคยทำไว้กับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในปี 2009 ในครั้งนั้น UAE ยอมรับ "มาตรฐานทองคำ" ด้วยการลงนามใน "พิธีสารเพิ่มเติม" (Additional Protocol) ยินยอมสละสิทธิ์ในการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เองทั้งหมด เพื่อแลกกับการตรวจสอบที่โปร่งใส แต่ในเคสของซาอุฯ ทรัมป์กลับยอมถอยห่างจากมาตรฐานความปลอดภัยเดิมที่เคยใช้ในยุคบุชและโอบามา

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ได้ส่ง "ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ" และ "ข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทวิภาคี" ให้สภาคองเกรสทบทวนเป็นเวลา 90 วันทำการ หากสภาคองเกรสต้องการคว่ำข้อตกลงนี้ จำเป็นต้องลงมติด้วยเสียงข้างมากถึง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา เพื่อล้มล้างการใช้อำนาจวีโต้ (Veto) ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถือเป็นงานที่ยากลำบากอย่างยิ่งเนื่องจากพรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา
 


🔵 [ดาบสองคมแห่งการเมืองโลก] 


การเดินเกมการเมืองโลกของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการอนุมัติดีลนิวเคลียร์ให้ซาอุดีอาระเบีย อาจช่วยสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้อุตสาหกรรมนิวเคลียร์อเมริกันและดึงซาอุฯ ออกจากหมากล้อมของจีน-รัสเซีย แต่การยอมแลกด้วยการผ่อนปรน "มาตรฐานทองคำ" และเปิดทางให้ซาอุฯ เสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงได้เอง อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่เร่งให้ตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่ "ยุคการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวล่าสุด