ถอดรหัสพลังชุมชน เทศกาล "ฮากาตะ กิอง ยามากาสะ โดย ดร.ถวิลวดี
25 ก.ค. 2569 | titayu_pur

เจาะลึกจิตวิญญาณญี่ปุ่นผ่านเทศกาลยามากาสะ มรดกวัฒนธรรมยิ่งใหญ่แห่งเมืองฟุกุโอกะ การส่งต่อความภูมิใจกว่า 780 ปีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชุมชนให้ยั่งยืน
ข่าว
25 ก.ค. 2569 | titayu_pur

เจาะลึกจิตวิญญาณญี่ปุ่นผ่านเทศกาลยามากาสะ มรดกวัฒนธรรมยิ่งใหญ่แห่งเมืองฟุกุโอกะ การส่งต่อความภูมิใจกว่า 780 ปีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชุมชนให้ยั่งยืน
KEY
POINTS
25 กรกฎาคม 2569 ดร.ถวิลวดี บุรีกุล อดีตรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พาไปเยือน ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเจาะลึก เทศกาลยามากาสะ ณ ศาลเจ้าคูชิดะ ที่จัดขึ้นเช้ามืดวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา สัมผัส จิตวิญญาณญี่ปุ่น ที่มีชีวิต ผ่านการสืบสาน มรดกวัฒนธรรม อันทรงคุณค่ากว่า 780 ปี ด้วยพลังความสามัคคีของคนในชุมชนทุกช่วงวัย ที่ร่วมใจกันวิ่งแบกเกี้ยวไม้ยักษ์หนักกว่าหนึ่งตัน ถอดรหัสความสำเร็จในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ให้เป็นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมสร้างสำนึกรักบ้านเกิดอย่างยั่งยืน
ดร.ถวิลวดี ระบุว่า แม้เข็มนาฬิกาจะบอกเวลา 04.00 น. แต่ท้องถนนรอบศาลเจ้าคูชิดะกลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนนับหมื่นที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ, ถนนสายหลักถูกปิดเพื่อเปลี่ยนเป็นเส้นทางวิ่งของขบวนเกี้ยวไม้ขนาดมหึมาหนักกว่าหนึ่งตัน ทีมงานในแต่ละชุมชนต่างจัดเตรียมถังน้ำวางเรียงรายริมทาง ซึ่งน้ำเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสนุกสนาน แต่เป็น "น้ำหล่อเลี้ยงกายและใจ" เพื่อสาดลดความร้อนและส่งกำลังใจให้กับเหล่าชายฉกรรจ์ที่ต้องแบกน้ำหนักมหาศาลท่ามกลางอากาศร้อนระอุของเดือนกรกฎาคม
ทันทีที่เสียงสัญญาณดังขึ้น ขบวนเกี้ยวเริ่มต้นด้วยทีมสำรวจและผู้ถือธงประจำชุมชน ตามมาด้วยภาพที่สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ชม คือเหล่าเด็กเล็กที่วิ่งนำหน้าขบวน โดยมีผู้ใหญ่และผู้สูงอายุคอยจูงมือดูแลอย่างใกล้ชิด ก่อนจะตามด้วยขบวนหลักที่แบกเกี้ยวไม้เคลื่อนผ่านไปพร้อมเสียงตะโกน "โอยซะ! โอยซะ!" (Oisa! Oisa!) ที่ดังกึกก้องสอดประสานกับเสียงฝีเท้าและสายน้ำที่สาดซัด
หัวใจสำคัญที่ทำให้เทศกาลนี้ดำรงอยู่ได้เกือบ 8 ศตวรรษ คือการส่งต่อ "หน้าที่" จากรุ่นสู่รุ่น ดังคำบอกเล่าของชายหนุ่มคนหนึ่งในขบวนที่ระบุว่า ทั้งปู่และพ่อของเขาเคยร่วมแบกเกี้ยว และในครั้งนี้ถึงคราวของเขาที่จะต้องรับช่วงต่อ นี่คือบทเรียนนอกห้องเรียนที่สอนให้เด็กในวันนี้เรียนรู้วิธีการเป็นผู้แบกเกี้ยวในวันหน้า และเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่จูงมือลูกหลานกลับเข้ามาร่วมงาน เป็นวงจรการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงที่ปลูกฝังความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และความเสียสละ
แม้ในเทศกาลจะมีการแข่งขันระหว่างทีมจากชุมชนต่าง ๆ (Flow) แต่เมื่อสิ้นสุดพิธี ภาพที่ปรากฏคือสมาชิกจากหลากทีมกลับมารวมตัวกัน เดินไปในทิศทางเดียวกันและถือเชือกร่วมกัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ายามากาสะใช้การแข่งขันเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคี และใช้ประเพณีเป็นพื้นที่สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของเมืองร่วมกันภายใต้คติ "เราคือคนของเมืองเดียวกัน"
ยามากาสะไม่ใช่เพียงแค่พิธีรีตองทางศาสนา แต่คือต้นแบบของ "การเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นพลังเมือง" เทศกาลนี้สร้างทุนทางสังคมผ่านความไว้วางใจ สร้างทุนมนุษย์ผ่านการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และสร้างทุนทางเศรษฐกิจที่มหาศาล โรงแรมถูกจองเต็มล่วงหน้าหลายเดือน ร้านค้าและร้านอาหารคึกคักจากการหลั่งไหลมาของนักท่องเที่ยวทั่วโลก,
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดเพียงแค่ตัวเลขรายได้ แต่อยู่ที่การรักษาความรู้สึกเป็น "เจ้าของ" ของคนในพื้นที่ เมื่อคนในชุมชนยังคงหวงแหนและภาคภูมิใจ ผู้มาเยือนจึงได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่มีชีวิต (Living Culture) ไม่ใช่เพียงการแสดงที่จัดขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
บทสรุปจากฟุกุโอกะ เทศกาลฮากาตะ กิอง ยามากาสะ พิสูจน์ให้เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในพิพิธภัณฑ์ แต่อยู่ในหัวใจของผู้คนที่เชื่อว่าการสืบทอดคือหน้าที่ของทุกคน หากใครต้องการสัมผัสจิตวิญญาณที่แท้จริงของญี่ปุ่นในด้านความรักถิ่นและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ฤดูร้อนที่ฟุกุโอกะคือคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า "พลังของชุมชน" คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เมืองเติบโตอย่างยั่งยืน