เนชั่นทีวี

ข่าว

"เอกนิติ” ชี้ชัด "แลนด์บริดจ์" ไม่คุ้มทุน-เล็งดันท่าเรือระนอง

25 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

"เอกนิติ” ชี้ชัด "แลนด์บริดจ์" ไม่คุ้มทุน-เล็งดันท่าเรือระนอง

"เอกนิติ” สรุปผลยุติ "แลนด์บริดจ์" ชี้ชัดไม่คุ้มทุน-เรือยักษ์ใหญ่ของโลกมีพันธมิตรอื่นแล้ว - เล็งอัพเกรดท่าเรือระนอง เชื่อมทางรถไฟแทน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “โครงการแลนด์บริดจ์” เมกะโปรเจกต์ใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ว่า รัฐบาลควรเดินหน้าก่อสร้างโครงการนี้หรือไม่ ซึ่งมีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้านโครงการ โดยฝั่งที่สนับสนุน กล่าวถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ ฝ่ายที่คัดค้าน ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ผลกระทบต่อธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

 

เนื่องจาก โครงการนี้ มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับหลายส่วน แม้จะเคยมีผลการศึกษาในอดีต แต่ต้องมีการศึกษาโครงการใหม่อย่างรอบด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่าง อ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ขึ้นมา โดยมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนาน เป็นประธานคณะกรรมการ มีกรอบระยะเวลาทำงาน 90 วัน

การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ นายเอกนิติ ในฐานะประธานฯ ได้มีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ อยู่เป็นระยะ ที่สำคัญมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเข้ามาทำงานร่วมกัน ทั้งหน่วยงานราชการ นักวิชาการ และภาคประชาชน โดยมีการนำเอาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ มาวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่า โครงการนี้ มีความเหมาะสมที่จะดำเนินการต่อไปหรือไม่

 

จนในที่สุดคณะกรรมการฯ ได้ข้อสรุป สามารถสรุปผลการศึกษา เพื่อส่งให้นายกรัฐมนตรีได้ก่อนกรอบระยะเวลา 90 วัน

 

นายเอกนิติ ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการบริหารประเทศ โดยตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการอย่างรอบด้าน โดยประกาศยุติโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ดำเนินการในรูปแบบเดิม เพื่อปกป้องประเทศจากความเสี่ยงทางการคลัง และผลกระทบหลายด้านที่อาจกลายเป็นภาระของประเทศในอนาคต และคณะกรรมการฯ ยังใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันในการคำนวณความคุ้มค่าของโครงการ เมื่อพบว่า สมมติฐานทางเศรษฐกิจเปลี่ยน เนื่องจากอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ภายหลังจากเกิดภาวะสงครามตะวันออกกลางจะชะลอตัวลง การขนส่งสินค้าทางเรือไม่ได้มากเท่าเดิม ทำให้ผลตอบแทนทางการเงินของโครงการมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ได้ 637,713 ล้านบาท ปรับลดลงเป็นติดลบที่ 10,287 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า โครงการฯ มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และปริมาณสินค้าในระดับที่สูงมาก โครงการฯ จึงมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจในระดับต่ำ หากประเทศไทยฝืนสร้างต่อไป นอกจากโครงการฯ จะไม่คุ้มทุน อาจจะก่อให้เกิดภาระงบประมาณและความเสี่ยงจากหนี้สินของประเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนั้น ข้อมูลที่คณะกรรมการฯ ได้จากการสอบถามจากสายเรือขนาดใหญ่ระดับโลก พบว่า 9 ใน 10 ราย ได้ไปลงทุนในโครงการอื่น หรือจับมือกับพันธมิตรในประเทศอื่น ที่มีการลงทุนในโครงการที่คล้ายกับโครงการแลนด์บริดจ์หมดแล้ว เหลือผู้เล่นเพียงรายเดียว ที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย หมายความว่า หากไทยสร้างแลนด์บริดจ์เสร็จ เรือสินค้าส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้เข้ามาใช้บริการอยู่ดี กลายเป็นความเสี่ยงที่ไทยจะขาดทุนจากโครงการนี้สูงมาก

 

คณะกรรมการฯ ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง และพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก ที่คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วมองเห็นว่า มูลค่าของป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกนั้นประเมินค่าไม่ได้ การฝืนทำโครงการอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการขึ้นทะเบียนมรดกโลก สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่เน้นการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติให้แก่ลูกหลานไทย

 

การถอยโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การละทิ้งภาคใต้ แต่เป็นการปรับเข็มทิศการลงทุนใหม่ให้ตรงจุดซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอทางออกที่มีประสิทธิภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าให้กับรัฐบาลกว่า ด้วยการสั่งการให้ศึกษาการพัฒนาท่าเรือระนอง ที่มีอยู่เดิมให้เต็มศักยภาพ พร้อมเร่งเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟ (Missing Link) เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากจีนและท่าเรือฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคเอกชนโดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงระดับล้านล้านบาท

 

การทำงานของคณะกรรมการฯ ที่นำโดยนายเอกนิติในครั้งนี้ ทำให้เห็นบทเรียนที่สำคัญในการวางแผนลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ต้องพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ให้รอบด้าน ก่อนเริ่มที่จะตัดสินใจลงทุน 

 

ขณะที่ การตัดสินใจพับแผนเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่บนความถูกต้องทางวิชาการ และการรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมอย่างรอบด้านเช่นนี้ สามารถช่วยเซฟงบประมาณแผ่นดิน และสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาล ที่จะบริหารงานด้วยการรับฟังความคิดเห็นและข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรอบด้าน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ และประชาชน

ข่าวล่าสุด