นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า แต่หากเป็นผู้ป่วยสงสัยแล้ว แต่มีประวัติใกล้ชิดมากกว่านั้น เช่น สัมผัสโดยตรงกับผิวหนังผู้ป่วย หรือสัมผัสสิ่งของที่อาจมีเชื้อปนเปื้อนของผู้ป่วย รวมทั้งเสื้อผ้าผู้ป่วย หรือสัมผัสร่วมบ้าน ที่อาศัยอยู่ในห้องเดียวกันกับผู้ป่วยหรือใช้ห้องน้ำหรืออุปกรณ์ในห้องน้ำร่วมกับผู้ป่วย หรือสัมผัสที่อยู่ภายในห้อง หรืออยู่ใกล้ ผู้ป่วยฝีดาษวานร ภายในระยะ 2 เมตรตั้งแต่ 5 นาทีขึ้นไป ถือว่าเข้าข่ายฝีดาษวานรเช่นกัน
ทั้งนี้ ต้องมีประวัติอาการ 21 วัน บวกกับสัมผัสใกล้ชิดมากขึ้น แต่ทั้งผู้ป่วยสงสัย ผู้ป่วยเข้าข่าย หากมารักษาในสถานพยาบาลจะต้องผ่านกระบวนการตรวจคัดกรอง ตรวจหาเชื้อว่าเป็นผู้ป่วยยืนยันฝีดาษวานรหรือไม่ ซึ่งต้องมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันด้วย กรณีสงสัยหรือเข้าข่ายอาจต้องพิจารณาแยกกัก 21 วัน หากไม่เจอก็อาจเป็นโรคอื่น แต่หากเป็นฝีดาษวานรก็รักษาอาการต่อไป
นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ค.2565 พบผู้ป่วยยืนยัน 406 ราย และผู้ป่วยสงสัย 88 ราย รวม 494 รายใน 32 ประเทศ ส่วนประเทศไทย ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานในประเทศ ซึ่งต้องย้ำว่า ฝีดาษวานร ไม่ใช่โรคติดต่ออันตราย แต่เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ไม่มีการกักตัวจนกว่าจะพบผู้ป่วย ซึ่งไทยมีการติดตามเฝ้าระวังโรคในสนามบิน โดยจะมีการแจกคิวอาร์โค้ดให้ดาวน์โหลด เพื่อให้สังเกตอาการ และหากมีให้รายงาน โดยรีบมารักษาตัวในสถานพยาบาล