ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กล่าวว่า กรณีสอบสวนนักท่องเที่ยวไอรแลนด์ 3 รายที่มีผื่นตุ่มหนองนั้น พบว่าเป็นพี่น้องกัน รายที่ 1 เพศชาย อายุ 30 ปี รายที่ 2 เพศชาย อายุ 27 ปี และรายที่ 3 เพศชาย อายุ 20 ปี ผลสอบสวนโรค ผู้ป่วยรายที่ 1 มีอาชีพแพทย์ วันที่ 21 พ.ค.เริ่มมีผื่นที่แขนซ้าย อีก 2 วันถัดมาเริ่มมีไข้ 38.9 องศา รับยาคลินิกเอกชน จ.ภูเก็ต ผู้ป่วยรายที่ 2 อาชีพนักแสดง วันที่ 21 พ.ค. เริ่มมีผื่นที่หลัง ด้านขวาและคอ รับประทานยา และอาการไม่ดีขึ้น
ส่วนรายที่ 3 เป็นนักศึกษา วันที่ 22 พ.ค.เริ่มมีผื่นที่รักแร้ซ้าย รับประทานยา อาการไม่ดีขึ้น โดยทั้งหมดคลุกคลีใกล้ชิดกันตลอดเวลาที่อยู่ในไทย แต่ไม่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยฝีดาษวานร ที่ไอร์แลนด์ แต่เมื่ออยู่ไทยมีการแบ่งกันใช้อุปกรณ์ชกมวย กระสอบทรายร่วมกันในยิมเดียวกัน และมีประวัติเพศสัมพันธ์กับหญิงไทย อย่างไรก็ตาม พบผู้ป่วยสงสัยเพิ่มเติม 2 รายที่ยิมเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการผู้ป่วยสงสัยทั้งหมด 5 รายไม่พบฝีดาษวานร เป็นเชื้อเริม
เมื่อถามว่าเชื้อฝีดาษวานรจะอยู่บนสิ่งของนานแค่ไหน นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ยังต้องติดตามข้อมูลต่อ ส่วนมีนักวิชาการระบุว่าเชื้อนี้แพร่เร็ว 10 เท่าหรือไม่ ก็ต้องติดตามข้อมูลเช่นกัน เพราะยังไม่ได้รับการยืนยันจากองค์การอนามัยโลก
นพ.จักรรัฐ กล่าวย้ำว่า สำหรับคนที่ไปร่วมงานเฟสติวัลในต่างประเทศ หรือร่วมกิจกรรมที่มีความเสี่ยง หากมีอาการและมาพบแพทย์ขอให้แจ้งแพทย์ด้วยว่า มีประวัติร่วมกิจกรรม อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนไทยที่เดินทางกลับมานั้น หากเราไม่ได้ร่วมกิจกรรมเสี่ยง และยังปฏิบัติตัวตามมาตรการส่วนบุคคล ทั้งสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะป้องกันโควิด และฝีดาษวานร และโรคอื่นๆ ได้ ซึ่งคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศก็เช่นกัน ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคล ไม่ร่วมกิจกรรมเสี่ยงก็จะป้องกันได้
“สำหรับคุณหมอที่อายุน้อยกว่า 60 ปี อาจไม่เคยเห็นลักษณะฝีดาษ จึงขอให้ตั้งคำถามสงสัยว่า เป็นฝีดาษลิง ก่อนโดยพิจารณาจากประวัติเสี่ยง ซึ่งผู้ที่เข้ามารับบริการในรพ.ทุกท่านหากมีประวัติร่วมกิจกรรมเสี่ยง ขอให้แจ้ง ไม่ต้องกังวล โรคนี้ส่วนใหญ่หายเอง จะได้รับการรักษาและจะลดการแพร่ระบาดไปสู่คนอื่นได้” นพ.จักรรัฐ กล่าวทิ้งท้าย