ทั้งนี้จากการประชุม กระทรวงดีอี ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงาน และภาคประชาชน พบว่ามีแหล่งข้อมูล ช่องทางการรั่วไหล และกระบวนการต่าง ๆ ที่ผู้ไม่หวังดีได้ทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล
โดยได้ร่วมหารือถึงแนวทางการแก้ไขและการป้องกันระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และการวางระบบในระยะยาว โดยเตรียมดำเนินการ Cleansing ตรวจสอบระบบการจัดเก็บข้อมูลของภาครัฐที่มีประมาณ 30,000 ระบบ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน ในการตรวจสอบว่าระบบใดที่ยังมีการใช้งาน และระบบใดที่จะต้องดำเนินการปิดระบบ
ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี จะนำเสนอมาตรการ MFA (Multi-Factor Authentication ) โดยให้เพิ่มการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย เพื่อลดความเสี่ยงกรณี Username และ Password ถูกขโมยหรือรั่วไหล ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้พิจารณาการใช้ มติ ครม. ให้หน่วยงานได้ปรับเปลี่ยน Username และ Password ในการเข้าระบบงาน ซึ่งจะเป็นมาตรการระยะสั้น
ในส่วนของมาตรการระยะกลาง และระยะยาว ได้เตรียมการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันข้อมูลด้วยระบบที่มีมาตรฐานสากลมาใช้ในการยืนยันตัวตน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน
“ขอบคุณภาคประชาชนซึ่งมีเจตนาที่ดีในการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลประชาชน กระทรวงดีอีพร้อมหารือการใช้แนวทางด้าน ๆ อื่น เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกต่อประชาชน ซึ่งในการบูรณาการข้อมูลร่วมกันได้มีการขยายผล และการดำเนินการ ทำให้ทราบถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกระทรวงดีอี และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดมาตรการและแนวทางในการป้องกันเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายกับประชาชนต่อไป” นายไชยชนก กล่าว