การประกาศแลนด์สไลด์ตั้งแต่ไก่โห่ แม้ด้านหนึ่งจะส่งผลดีในการสร้างกระแส และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพลพรรคเพื่อไทย แต่อีกด้านก็ทำให้ฝ่ายต่อต้านมีเวลาเดินแผน เดินงาน เพื่อสกัดกั้นการชนะแบบถล่มทลาย

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

โดยหนึ่งในแผนที่วางไว้ และทำสำเร็จแล้วก็ คือ การไม่ยอมให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ "เบอร์เดียวกัน"

 

งานนี้ต้องถือว่า "พลิกล็อก" พอสมควร เพราะก่อนประชุมกมธ.กฎหมายลูกเลือกตั้ง หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าผลจะออกมาเป็น "บัตร 2 ใบ เบอร์เดียวกัน" เพราะแกนนำหลายพรรคการเมืองออกมาสนับสนุน แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีคนของพรรคเป็นประธาน กมธ.เอง 

 

เหตุผลที่นำมาเชียร์ก็สวยหรู 

 

-ต้องการให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง 

 

-ประชาชนจำง่าย เลือกง่าย แต่ก็ยังมีสิทธิ์เลือกต่างกันได้

 

-ทำให้บัตรเสียลดลง 

 

-อำนวยความสะดวกให้ประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากซึ่งเป็นผู้สูงวัย

 

-ลดความสับสนในการรณรงค์หาเสียง 

 

แต่เมื่อเริ่มประชุม กมธ.จริงๆ ก็มีการงัดข้อมูลมาโต้กัน ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับ "บัตร 2 ใบ เบอร์เดียวกัน" ก็ยกเหตุผลขึ้นมาอธิบาย เช่น 

 

"คนละเบอร์-บัตรสองใบ"สกัดแลนด์สไลด์...ใครเจ็บ?

 

-เปิดช่องให้ซื้อเสียงได้ง่าย

 

-ถ้าใช้เบอร์เดียวกัน บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะสับสน เพราะจำนวนผู้สมัครแต่ละเขตไม่เท่ากัน เนื่องจากบางพรรคส่งผู้สมัครไม่ครบทุกเขต ฉะนั้นเบอร์บางเบอร์ ในบางเขต จะกลายเป็นเบอร์ว่าง ถ้าไปลงคะแนน หรือกาหมายเลขนั้น ก็จะกลายเป็นบัตรเสีย 

 

-รัฐธรรมนูญ มาตรา 90 เขียนชัด "พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้” แปลว่าต้องสมัครแบบเขตก่อน จึงจะสมัครปาร์ตี้ลิสต์ ฉะนั้นใช้เบอร์เดียวกันไม่ได้ 

 

สุดท้ายฝ่าย "บัตร 2 ใบคนละเบอร์" ชนะไปด้วยเสียงขาดลอยพอสมควร คือ 32 ต่อ 14 และงดออกเสียง 1

แน่นอนว่า เหตุผลที่ซ่อนอยู่ของการค้าน "บัตร 2 ใบเบอร์เดียวกัน" ก็คือป้องกันการชนะแบบ "แลนด์สไลด์" ของเพื่อไทย ทีมยุทธศาสตร์ของพรรควิเคราะห์ว่า ถ้าบัตร 2 ใบ ใช้คนละเบอร์ จะส่งผลต่อคะแนนเลือกตั้งของพรรค สูงสุดถึง 20% (กรณี worst case scenario) 

 

"คนละเบอร์-บัตรสองใบ"สกัดแลนด์สไลด์...ใครเจ็บ?

 

ย้อนกลับไปการเลือกตั้งปี 54 ที่ใช้ "บัตร 2 ใบ เบอร์เดียวกัน" จับเบอร์พรรคก่อน ก็ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะแลนด์สไลด์มาแล้ว และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หาเสียงเพียง 49 วัน ก็เป็นนายกฯ ทำให้หลายคนกลัวว่า เหตุการณ์คล้ายๆ กันจะกลับมาเกิดกับ "อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงการเลือกตั้งแบบ "บัตร 2 ใบ คนละเบอร์" ว่า จะมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอยู่บ้าง โดยเฉพาะการรณรงค์หาเสียงจะยากขึ้น แต่จริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยก็แข่งทั้ง 2 ส่วน ผู้สมัครแบบแบ่งเขตมีกลไกระดับพื้นที่ที่ต้องแข่งกัน ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ หรือบัญชีรายชื่อพรรค เป็นแบรนด์เสริม 

 

"คนละเบอร์-บัตรสองใบ"สกัดแลนด์สไลด์...ใครเจ็บ?

 

ส่วนพรรคที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ ก้าวไกล เพราะกระแสพรรคเด่น แต่ตัวบุคคลในแบบแบ่งเขตยังเป็นรอง เนื่องจากเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ พื้นที่อาจยังไม่แข็งเท่าพรรคการเมืองเก่าแก่ สะท้อนได้ชัดสมัยตอนพรรคอนาคตใหม่ที่ได้คะแนนมาจากกระแสพรรคล้วนๆ 

 

สำหรับพรรคใหญ่ร่วมรัฐบาลก็เจอผลกระทบอยู่บ้าง เช่น ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ รวมถึงพลังประชารัฐ ยกตัวอย่าง ประชาธิปัตย์ สร้างมาบนฐานที่มีทั้งตัวบุคคลและแบรนด์พรรคที่ยังโดดเด่นในพื้นที่ภาคใต้ ดังนั้น คนละเบอร์ก็ยังพอไปได้ แต่อาจต้องทำงานมากขึ้น 

 

สรุปง่ายๆ คือ บัตร 2 ใบคนละเบอร์ มีผลกระทบ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมาก คือพรรคก้าวไกล / ระดับกลาง พรรคเพื่อไทย / และระดับเล็กน้อย คือ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ 

 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดร.สติธร มองว่า ส่งผลเป็น "งูกินหาง" กล่าวคือ 

 

-พรรคเพื่อไทยเจอสองบัตรคนละเบอร์ พลังประชารัฐคิดว่าได้เปรียบ เพราะแข่งกับเพื่อไทย 

 

-แต่อีกมุม เป็นอานิสงส์ให้เพื่อไทยแข่งกับก้าวไกลได้ง่ายขึ้น สามารถชิงคะแนนกลับมาได้ง่าย

 

-สุดท้ายที่ชัดเจน คือ เพื่อไทยไม่ได้แลนดสไลด์ค่อนข้างแน่ แต่ก้าวไกลโดนผลกระทบหนักที่สุด

 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด