เผยสูตรลับเปลี่ยนชื่อร่างกฎหมาย เลี่ยงกับดัก "นิรโทษกรรมสุดซอย"
หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ เหตุใดจึงไม่ใช้คำว่า "นิรโทษกรรม" ในชื่อกฎหมาย นพ.ระวี แจงเหตุผลว่า ในช่วงเริ่มต้นยกร่างเคยใช้ชื่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่คณะผู้จัดทำตระหนักดีว่า คำนี้สร้างความหวาดระแวง และบาดแผลให้แก่ประชาชน จากบทเรียนประวัติศาสตร์ในยุค รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยจนบานปลาย
นอกจากนี้ ในแง่ของเจตนารมณ์ เนื้อหาภายในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การล้างความผิดเพียงอย่างเดียว แต่คณะผู้ร่างมองว่า "การนิรโทษกรรมเป็นเพียงก้าวแรก" ส่วนเป้าหมายสูงสุดคือ กระบวนการหลังจากนั้น ที่จะเยียวยาและสร้างเสริมให้สังคมกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อเป็น "พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข"
ถอดโมเดลคำสั่ง 66/2523 หวังผลลัพธ์คืนความสงบถาวร
นพ.ระวี ได้เปรียบเทียบคุณูปการของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า จะส่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจาก คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ในวิกฤตยุคพลเอก เปรม ติณสูลานนท์
• อดีตอันเจ็บปวด ก่อนปี 2523 ประเทศไทยเผชิญสงครามกลางเมือง ระหว่างกองทัพรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตเป็นหมื่นคน แต่คำสั่ง 66/2523 สามารถพลิกแผ่นดินทำให้นิสิต นักศึกษา และผู้หลงผิดในป่า ยอมวางอาวุธกลับคืนสู่เมืองเพื่อเรียนต่อและร่วมพัฒนาประเทศจนสงครามยุติลงในปี 2525
• สะท้อนภาพปัจจุบัน: วิกฤตความขัดแย้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคเสื้อเหลือง-เสื้อแดง จนมาถึงยุคเสื้อสีส้มและกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างรุนแรง กฎหมายฉบับนี้จะทำหน้าที่เป็น "บทเรียนราคาแพง" ให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า ประชาชนมีสิทธิ์เห็นต่างและชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยได้ แต่ต้องไม่ก้าวล่วงไปสู่ความรุนแรงหรือการเข่นฆ่ากันเอง
เปิดสถิตินิรโทษกรรม 6,000 ราย กลุ่มคนรุ่นใหม่ "สีส้ม" พุ่งเกินครึ่ง
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ นพ.ระวี ระบุว่า มีจำนวนรวมประมาณ 6,000 คน โดยมีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้
1. กลุ่มแกนนำและมวลชนยุคเก่า (เสื้อเหลืองและเสื้อแดง): มีสัดส่วนรวมกันประมาณครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 3,000 คน
2. กลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ (เสื้อสีส้ม): มีสัดส่วนอีกครึ่งหนึ่ง หรือราว 3,000 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องคดีจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
กลไกและการจำกัดเวลา (กฎหมายมีอายุ 1 ปี):
หลังกฎหมายประกาศใช้ จะมีการจัดตั้ง "คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข" โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ควบคู่กับการตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อกลั่นกรองและรับเรื่องจากผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง (รวมถึงผู้ที่พ้นโทษหรือจ่ายค่าปรับแล้ว เช่น นพ.ระวี เพื่อยื่นเรื่องล้างมลทิน) โดยกฎหมายกำหนดกรอบเวลาทำงานให้จบภายใน 180 วัน (6 เดือน) หากจำเป็นสามารถขยายเวลาได้คราวละ 90 วัน จำนวน 2 ครั้ง เท่ากับว่ากระบวนการทั้งหมด ต้องเบ็ดเสร็จเด็ดขาดภายใน 1 ปี แล้วคณะกรรมการจะยุติบทบาทลงทันที
กางเงื่อนไขสะสางคดีแพ่ง ปลดล็อกทรัพย์สิน-ย้ำไม่ล้างผิดทุจริต
ในส่วนของความเสียหายทางแพ่ง คณะกรรมาธิการได้ข้อสรุปแบบพบกันครึ่งทาง เพื่อความประนีประนอม ดังนี้
ทรัพย์สินที่ยังไม่ถูกยึด หากคดีความยังอยู่ในขั้นตอนของการบังคับคดี แต่ยังไม่ได้ยึดทรัพย์ หรืออยู่ระหว่างฟ้องร้อง จะได้รับการปลดปล่อยและให้คดียุติลงทันที (เช่น กรณีทายาทอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่กำลังถูกตามยึดที่ดินมรดก จะได้รับการยกเว้นทันที)
ทรัพย์สินที่ถูกยึดไปแล้ว ให้ถือว่าจบกันไป จะไม่มีการเรียกคืนเงินหรือทรัพย์สินจากรัฐ (เช่น แกนนำพันธมิตรฯ ศิลปินและนักร้อง ที่ถูกยึดทรัพย์ไปแล้ว 5-7 ล้านบาท รวมถึง พล.ต.จำลอง, นายสนธิ, นายสุริยะใส และตัว นพ.ระวี เอง ที่ถูกยึดเงินเดือนไปหลักแสน ก็จะไม่ได้รับคืน)
ข้อยกเว้นการเผาทำลายทรัพย์สินเอกชน หากผู้ชุมนุมกระทำความผิดฐานเผาทำลายอาคาร หรือทรัพย์สินของภาคเอกชน จะไม่ได้รับความคุ้มครอง และต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมายแพ่งปกติ (ปมเผาบ้านเผาเมือง)
เห็นชอบปมสนามบิน-ปตท.: สำหรับคดีปิดสนามบิน ที่มีการเรียกค่าเสียหายหลายร้อยล้านบาท ทางเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานฯ ได้ชี้แจงต่อกรรมาธิการว่า มูลค่าดังกล่าวไม่กระทบต่อการดำเนินงาน และคิดเป็นไม่ถึง 1% ของกำไรปีละหลายหมื่นล้าน ส่วนคดีของ นพ.ระวี ที่ถูก ปตท. ฟ้อง 200 ล้านบาทนั้น ได้ข้อยุติจากการเจรจาผ่านศูนย์ปรองดอง คสช. โดย ปตท. ยอมยกหนี้ให้แล้ว
ย้ำชัด! ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริต และ คดีทุจริตเลือกตั้ง สว.
นพ.ระวี กล่าวว่า ในมาตรา 3 ซึ่งเป็นหัวใจของร่าง พ.ร.บ. นั้น กฎหมายฉบับนี้ "ไม่สุดซอย" จะไม่คุ้มครองคดีทุจริตคอร์รัปชัน คดีฆ่าคนตาย คดีแพ่งที่กระทบต่อเอกชน รวมถึงคดีทุจริตการเลือกตั้ง สส. และ สว. (คดีทุจริตเลือกตั้ง ส.ว. จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมเด็ดขาด) รวมถึงกรณีคลิป ฮุน เซน ของอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ก็ไม่อยู่ในข่ายได้รับการคุ้มครอง ซึ่งผ่านการยืนยันจากกฤษฎีกาในที่ประชุมแล้ว
จับตา "มาตรา 112" ชนวนเดือดสูงสุด คาดพรรคประชาชนเปิดศึกซักฟอก
ประเด็นที่คาดว่า จะเกิดการปะทะทางความคิดรุนแรงที่สุดในสภาฯ วันพรุ่งนี้ คือ คดีความตามมาตรา 112
นพ.ระวี กล่าวว่า ร่างเดิมของ สส. ในชั้นกรรมาธิการซีก ส.ส. เคยยอมพบกันครึ่งทาง โดยกำหนดให้ผู้ต้องคดีมาตรา 112 ที่เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถใช้กระบวนการตามกฎหมายเด็กและเยาวชนผ่านคณะกรรมการฯ เพื่อผ่อนปรน เงื่อนไขการรายงานตัว ซึ่งเปรียบเสมือนการ "นิรโทษกรรมทางอ้อม"
“แต่เมื่อเข้าสู่ชั้น สว. ได้แก้ไขเนื้อหาโดยการเพิ่มข้อความในมาตราดังกล่าวให้ "ยกเว้นคดี 112 ทั้งหมดแบบเต็มสูบ" หมายความว่า ต่อให้เป็นเยาวชนก็จะไม่ได้รับการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นการชี้ขาดในสภาวันพรุ่งนี้ คาดการณ์ว่า ส.ส. พรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) จะเปิดฉากอภิปรายสู้อย่างเต็มที่ เพื่อคัดค้านการแก้ไขของ สว. และจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองสภาเพื่อทบทวน ขณะที่ซีกรัฐบาลและ สว. ประเมินว่า การตัดมาตรา 112 ออกไปนั้นเหมาะสมแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคม”
"ประวัติศาสตร์บอกเราว่า จากเหตุการณ์ 66/2523 ที่คนตายเป็นหมื่น พอมาถึงยุคเสื้อเหลืองเสื้อแดง ความสูญเสียลดลงเหลือหลักร้อย แสดงว่าสังคมไทยเริ่มเรียนรู้"
วันนี้ พ.ร.บ.สันติสุข จะเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามความสงบจอมปลอม ไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความสงบที่แท้จริง" นพ.ระวี กล่าว