เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: ถอดรหัส 340 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส จากรอยแผลประวัติศาสตร์ สู่เกมยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และพลัง Soft Power ที่เชื่อมโลกสองใบ

30 มิ.ย. 2569 | TEERAWAT

ARTICLE: ถอดรหัส 340 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส จากรอยแผลประวัติศาสตร์ สู่เกมยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และพลัง Soft Power ที่เชื่อมโลกสองใบ

จากวันที่เรือรบฝรั่งเศสแล่นปิดปากอ่าวสยามในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112... สู่ภาพประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่ทางการฝรั่งเศสปูพรมแดงต้อนรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการของในหลวงและพระราชินีอย่างสมเกียรติในวันนี้ อะไรคือ ‘จุดเปลี่ยน’ ที่ทำให้สองประเทศที่เคยมีบาดแผลร่วมกัน กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ต่างฝ่ายต่างขาดไม่ได้ในศตวรรษที่ 21?

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ภาพหน้าประวัติศาสตร์การทูตครั้งสำคัญได้รับการบันทึกอีกครั้ง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเสด็จด้วย การเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติสูงสุดจาก ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนางบริจิตต์ มาครง ภริยา ณ กรุงปารีส

นี่ไม่ใช่เพียงแค่หมายกำหนดการทางการทูตตามปกติ แต่เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่แสนพิเศษ เมื่อประเทศไทยและฝรั่งเศสกำลังร่วมกันขับเคลื่อน "แผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ระยะ 5 ปี" เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" (Strategic Partnership) อย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางกระแสลมเปลี่ยนทิศของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

แล้วคำถามที่น่าสนใจก็คือ... อะไรทำให้ฝรั่งเศสและไทยต่างมองเห็นคุณค่าของกันและกันในวันนี้? และประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสอนอะไรเราบ้าง?



🔵 [จาก 'โกษาปาน' ถึง 'วิกฤต ร.ศ. 112': ประวัติศาสตร์ที่มีทั้งรอยยิ้มและรอยแผล]


หากเราย้อนเข็มนาฬิกากลับไปกว่า 340 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อคณะราชทูตสยามนำโดย "เจ้าพระยาโกษาปาน" เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ในปี พ.ศ. 2229 ภาพของราชทูตจากตะวันออกไกลที่เปี่ยมด้วยวาทศิลป์และความสง่างาม กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของราชสำนักฝรั่งเศสในยุคนั้น

ทว่า เส้นทางความสัมพันธ์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป สยามและฝรั่งเศสเคยผ่านจุดต่ำสุดและเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ใน "วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112" (พ.ศ. 2436) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสใช้ "นโยบายเรือปืน" (Gunboat Diplomacy) ส่งเรือรบแล่นผ่านปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาประชิดพระนคร บังคับให้สยามต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามและสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง


"เหตุการณ์ ร.ศ. 112 คือบทเรียนราคาแพงที่สอนให้คนไทยรู้ว่า การต่างประเทศและการปรับตัวให้เท่าทันมหาอำนาจ คือทางรอดเดียวของประเทศระดับกลาง" แต่วันนี้ เราได้พิสูจน์แล้วว่า ความขัดแย้งในอดีตสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือที่สร้างสรรค์ได้ ความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ถูกลืม แต่ถูกนำมาถอดบทเรียนเพื่อสร้างมิตรภาพที่ยั่งยืนและเท่าเทียมกันมากขึ้นในปัจจุบัน

จากบาดแผลในหน้าประวัติศาสตร์ในวันนั้น... ทำไมในวันนี้ ฝรั่งเศสถึงหันกลับมามองประเทศไทยด้วยสายตาที่ต่างออกไปในเกมระดับโลก?


🔵 [เกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่: ทำไม 'อินโด-แปซิฟิก' ถึงเป็นจุดนัดพบของสองเรา]


ในยุคที่โลกแบ่งขั้วอำนาจอย่างชัดเจนระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ฝรั่งเศสภายใต้การนำของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กำลังดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เรียกว่า "ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก" (Indo-Pacific Strategy) เนื่องจากฝรั่งเศสมีดินแดนโพ้นทะเลและพลเมืองกว่า 1.5 ล้านคนอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ ฝรั่งเศสจึงไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแค่ "ประเทศในยุโรป" แต่อยากเข้ามามีบทบาทนำในฐานะประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในน่านน้ำแห่งนี้

และนั่นทำให้ "ประเทศไทย" ซึ่งตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ฝรั่งเศสต้องการกระชับมิตร

การลงนามในแผนงานความร่วมมือ 5 ปี และการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป รวมถึงความพยายามของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ล้วนมีฝรั่งเศสเป็นแรงหนุนสำคัญ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่ในระดับรัฐบาล แต่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ นวัตกรรม และปากท้องของคนไทยโดยตรง

ทว่า ท่ามกลางตัวเลขทางการค้าและข้อตกลงระดับพหุภาคี อะไรคือ 'พลังเงียบ' ที่ทำหน้าที่เป็นกาวใจเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนทั้งสองประเทศเข้าไว้ด้วยกันมาตลอดร้อยปี?


🔵 [มากกว่าแค่เรื่องการทูต: 'Soft Power' และสองเสน่หาทางวัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนกันอย่างงดงาม]


หากสังเกตให้ดี วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยมีกลิ่นอายของฝรั่งเศสผสมผสานอยู่อย่างแนบเนียนโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว ตั้งแต่คำศัพท์ในชีวิตประจำวัน แฟชั่นระดับไฮเอนด์ อาหารรสเลิศ ไปจนถึงรากฐานทางระบบกฎหมายและการศึกษาของไทย

ภาษาฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาในสังคมไทยผ่านคณะมิสซังและสถาบันการศึกษามายาวนานกว่า 3 ศตวรรษ โดยได้รับการส่งเสริมและทำนุบำรุงอย่างต่อเนื่องผ่านสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงเป็นผู้วางรากฐาน และในปัจจุบัน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสืบสานพระราชปณิธาน

แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้นำพลัง Soft Power ที่เปี่ยมล้นไปด้วยเอกลักษณ์และมรดกทางภูมิปัญญาไปเปิดโลกทัศน์และสร้างความประทับใจให้กับคนฝรั่งเศสอย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน ผ่านงานแฟชั่นและหัตศิลป์ชั้นสูงระดับสากล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระพิเศษนี้ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล "La Mode en Majesté - Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity" ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน  2569 ณ พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมศิลป์ปารีส (Musée des Arts Décoratifs) ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากพลังขับเคลื่อนของ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และตัวพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs เอง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 340 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และครบรอบ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการไทย-ฝรั่งเศส (ปี 1856–2026)

"ความร่วมมือระหว่างปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส และสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ (Maison Lesage) ร่วมกับดีไซเนอร์สัญชาติไทย แสดงผลงานศิลปะแฟชั่นชั้นสูงกว่า 200 ชิ้น คือการบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบของหัตถศิลป์ตะวันตกและตะวันออก"

ภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงฉลองพระองค์อันทรงคุณค่าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วยชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาที่ถูกสืบสานและพัฒนาการเพื่อก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งนิทรรศการระดับโลกครั้งนี้ยังถือเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเสนอ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO ภายในปี 2569 นี้อีกด้วย


🔵 [ร่วมกันมองไปข้างหน้า: โอกาสและความท้าทายใหม่ของไทยในเวทีโลก]


ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสในศตวรรษใหม่นี้ เดินทางมาไกลเกินกว่าคำว่า "ผู้มาเยือน" หรือ "คู่ค้า" แต่กำลังก้าวสู่การเป็น "พันธมิตรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" การเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสของในหลวงและพระราชินีในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนหลักหมุดสำคัญที่ตอกย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะยืนหยัดบนเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างสมดุล

ข่าวล่าสุด