การลงนามในแผนงานความร่วมมือ 5 ปี และการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป รวมถึงความพยายามของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ล้วนมีฝรั่งเศสเป็นแรงหนุนสำคัญ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่ในระดับรัฐบาล แต่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ นวัตกรรม และปากท้องของคนไทยโดยตรง
ทว่า ท่ามกลางตัวเลขทางการค้าและข้อตกลงระดับพหุภาคี อะไรคือ 'พลังเงียบ' ที่ทำหน้าที่เป็นกาวใจเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนทั้งสองประเทศเข้าไว้ด้วยกันมาตลอดร้อยปี?
🔵 [มากกว่าแค่เรื่องการทูต: 'Soft Power' และสองเสน่หาทางวัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนกันอย่างงดงาม]
หากสังเกตให้ดี วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยมีกลิ่นอายของฝรั่งเศสผสมผสานอยู่อย่างแนบเนียนโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว ตั้งแต่คำศัพท์ในชีวิตประจำวัน แฟชั่นระดับไฮเอนด์ อาหารรสเลิศ ไปจนถึงรากฐานทางระบบกฎหมายและการศึกษาของไทย
ภาษาฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาในสังคมไทยผ่านคณะมิสซังและสถาบันการศึกษามายาวนานกว่า 3 ศตวรรษ โดยได้รับการส่งเสริมและทำนุบำรุงอย่างต่อเนื่องผ่านสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงเป็นผู้วางรากฐาน และในปัจจุบัน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสืบสานพระราชปณิธาน
แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้นำพลัง Soft Power ที่เปี่ยมล้นไปด้วยเอกลักษณ์และมรดกทางภูมิปัญญาไปเปิดโลกทัศน์และสร้างความประทับใจให้กับคนฝรั่งเศสอย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน ผ่านงานแฟชั่นและหัตศิลป์ชั้นสูงระดับสากล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระพิเศษนี้ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล "La Mode en Majesté - Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity" ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมศิลป์ปารีส (Musée des Arts Décoratifs) ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากพลังขับเคลื่อนของ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และตัวพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs เอง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 340 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และครบรอบ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการไทย-ฝรั่งเศส (ปี 1856–2026)
"ความร่วมมือระหว่างปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส และสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ (Maison Lesage) ร่วมกับดีไซเนอร์สัญชาติไทย แสดงผลงานศิลปะแฟชั่นชั้นสูงกว่า 200 ชิ้น คือการบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบของหัตถศิลป์ตะวันตกและตะวันออก"
ภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงฉลองพระองค์อันทรงคุณค่าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วยชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาที่ถูกสืบสานและพัฒนาการเพื่อก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งนิทรรศการระดับโลกครั้งนี้ยังถือเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเสนอ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO ภายในปี 2569 นี้อีกด้วย
🔵 [ร่วมกันมองไปข้างหน้า: โอกาสและความท้าทายใหม่ของไทยในเวทีโลก]
ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสในศตวรรษใหม่นี้ เดินทางมาไกลเกินกว่าคำว่า "ผู้มาเยือน" หรือ "คู่ค้า" แต่กำลังก้าวสู่การเป็น "พันธมิตรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" การเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสของในหลวงและพระราชินีในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนหลักหมุดสำคัญที่ตอกย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะยืนหยัดบนเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างสมดุล