เนชั่นทีวี

Nation Story

สงครามชิงหน้าจอ: ฮอลลีวูด ปะทะ Big Tech สมรภูมิ Zero-Sum Game ที่ไม่มีที่ว่างให้ผู้แพ้

28 มิ.ย. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

สงครามชิงหน้าจอ: ฮอลลีวูด ปะทะ Big Tech สมรภูมิ Zero-Sum Game ที่ไม่มีที่ว่างให้ผู้แพ้

ย้อนกลับไปสัก 5 ปีก่อน ข่าวการเปิดศึกปะทะกันตรงๆ ระหว่างอาณาจักรบันเทิงแบบดั้งเดิมอย่าง "ฮอลลีวูด" กับยักษ์ใหญ่ซิลิคอนวัลเลย์อย่าง "Big Tech" แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งในวันนี้ที่ฝั่งเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มเดินเกมล้ำเส้นเข้ามาในสมรภูมิสื่อเพื่อความอยู่รอด และเป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือการยึดครอง "หน้าจอที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน" นั่นคือโทรทัศน์

นี่คือสงครามแย่งชิงเวลา (Attention Economy) ในรูปแบบ Zero-Sum Game หรือเกมที่มีผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียว เพราะทุกนาทีที่ผู้ชมใช้เวลาดูครีเอเตอร์บนหน้าจอทีวีผ่าน YouTube หรือ Instagram คือนาทีที่ค่ายหนังสตรีมมิงระดับพรีเมียมต้องสูญเสียรายได้อย่างถาวร

 

🔵 [ค่ายหนังดั้งเดิมแท็กทีมสู้: เดิมพันครั้งใหม่ด้วยดีลแสนล้าน]

เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในระบบนิเวศสื่อยุคใหม่ บริษัทสื่อดั้งเดิมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง "ขยายขนาดตัวเอง" ผ่านข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล

 

📺 Fox ควัก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ดีล Roku: แพลตฟอร์มสตรีมมิงรายนี้กลายมาเป็นประตูบานหลักสู่หน้าจอโทรทัศน์ บีบให้ยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube, Netflixรวมถึงคู่แข่งอย่าง Disney และ Warner ต้องยอมหันมาจับมือเป็นพันธมิตรเพื่อเข้าถึงฐานผู้ชม

🎬 Paramount-Warner ควบรวม Skydance มูลค่า 1.11 แสนล้านดอลลาร์: ดีลยักษ์ใหญ่ภายใต้การนำของ David Ellison เพื่อสร้างอาณาจักรความบันเทิงที่มีขนาดใหญ่ทัดเทียมกับ Netflix และ Disney โดยดีลนี้มีเบื้องหลังที่น่าสนใจคือได้รับเงินทุนสนับสนุนบางส่วนจาก แลร์รี เอลลิสัน แห่ง Oracle

ในขณะที่ฝั่งฮอลลีวูดกำลังดิ้นรน ข้อมูลล่าสุดจาก Nielsen Gauge กลับชี้ชัดว่า YouTube คือผู้ครองส่วนแบ่งเวลาการรับชมผ่านหน้าจอโทรทัศน์มากที่สุด สวนทางกับยอดรับชมของสตรีมมิงรายอื่นที่เริ่มทรงตัวหรือลดลง ยิ่งไปกว่านั้น Reels ของ Meta (ทั้งบน Instagram และ Facebook) สามารถสร้างรายได้โฆษณาสูงทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งมากกว่ารายได้ของ Paramount, Warner Bros. Discovery และ NBCUniversal รวมกันเสียอีก!

🔵 [เมื่อ Big Tech คุมเกม: วิกฤตศรัทธาหลังม่าน AI และการเซ็นเซอร์]

ความน่ากังวลสูงสุดของคนทำงานสร้างสรรค์ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องโดนแย่งเม็ดเงินโฆษณา แต่คือความไม่แน่นอนในนโยบายของ Big Tech ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลเหนือ "เนื้อหาคอนเทนต์" และเสรีภาพในการแสดงออก

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือกรณีของ Amazon MGM Studios ที่สั่งยกเลิกโครงการภาพยนตร์เรื่อง Artificial ของผู้กำกับ ลูก้า กวาดาญีโน ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ แซม อัลท์แมน (CEO ของ OpenAI) ทั้งที่ภาพยนตร์ถ่ายทำไปเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยไม่มีค่ายหนังใหญ่อื่นๆ กล้ารับช่วงต่อ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Amazon เพิ่งเซ็นสัญญามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ร่วมกับ OpenAI

ในขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่รายอื่นๆ ก็เริ่มรุกคืบขยายอิทธิพลอย่างเบ็ดเสร็จ

 

📌 Google ควักเงิน 75 ล้านดอลลาร์ ลงทุนร่วมกับค่ายหนังขวัญใจคนรุ่นใหม่อย่าง A24 เพื่อพัฒนาเครื่องมือ AI ร่วมกัน

📌 Apple สั่งยุติและยกเลิกโครงการที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม Gawker รวมถึงยุติการร่วมงานกับพิธีกรชื่อดัง จอน สจ๊วต เหตุเพราะความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับเนื้อหาในรายการ

📌 Meta จับมือกับ Samsung ติดตั้งแอปพลิเคชันลงในทีวีทุกรุ่น เพื่อดึงดูดให้ YouTuber และครีเอเตอร์หันมาโพสต์คอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์มบนหน้าจอใหญ่

🔵[อนาคตฮอลลีวูดในวันที่ Tech ขับเคลื่อนโลก]

ภาพการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพ่อเทคโนโลยีกับฝ่ายบริหารบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นภาพการพบกันระหว่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งตอกย้ำว่าขั้วอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนทิศ

 

ความวิตกที่คุกรุ่นอยู่ในใจของคนทำหนังและเหล่าครีเอเตอร์ในปัจจุบัน คือเมื่อ AI แพร่หลายมากขึ้น ผลงานที่สร้างด้วยหยาดเหงื่อและไอเดียอาจถูกแทนที่ด้วยคอนเทนต์สำเร็จรูปคุณภาพต่ำ ยิ่งไปกว่านั้น ดีลธุรกิจด้าน AI ที่บีบให้บริษัทสื่อต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากฝั่งเทคโนโลยี กำลังทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง "ผลประโยชน์ขององค์กร" กับ "จิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์"

 

ในท้ายที่สุดศึกชิงหน้าจอครั้งนี้ ชัยชนะจะยังคงเป็นของเรื่องเล่าระดับพรีเมียมจากฮอลลีวูด หรือหน้าจอทีวีในบ้านของเราจะถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวข้อมูลและโฆษณาของ Big Tech อย่างสมบูรณ์แบบ? แชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ได้เลย

ข่าวล่าสุด