เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: เจาะวิกฤต "คลื่นความร้อนยุโรป" ทำไมคนยอมทนร้อนมากกว่าติดแอร์? ส่องปัญหาค่าไฟแพง ตึกโบราณ และนวัตกรรมทำความเย็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอด

29 มิ.ย. 2569 | TEERAWAT

ARTICLE: เจาะวิกฤต "คลื่นความร้อนยุโรป" ทำไมคนยอมทนร้อนมากกว่าติดแอร์? ส่องปัญหาค่าไฟแพง ตึกโบราณ และนวัตกรรมทำความเย็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอด

เมื่อ "คลื่นความร้อน" คร่าชีวิตชาวตะวันตกเฉลี่ยปีละนับแสนคน แต่ทำไมสัดส่วนการติดแอร์ในยุโรปกลับมีเพียง 20%? ชวนเจาะลึก 3 ปมใหญ่ วิกฤตค่าไฟ ตึกโบราณ และความกังวลต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่องนวัตกรรมทำความเย็นทางเลือกที่คนทำงานยุคโลกเดือดต้องรู้!

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ “คลื่นความร้อน” (Heatwave) ได้กลายเป็นภัยเงียบที่พรากชีวิตผู้คนในยุโรปไปเฉลี่ยสูงถึง 175,000 รายต่อปี ทว่าตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ สัดส่วนการติดตั้ง “เครื่องปรับอากาศ” ในครัวเรือนยุโรปกลับมีเพียง 20% เท่านั้น สวนทางกับชาวอเมริกันที่ติดแอร์สูงถึง 90% ซึ่งไบรอัน มาเธอร์เวย์ หัวหน้าฝ่ายประสิทธิภาพพลังงานของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) อธิบายว่า: “ยุโรปไม่ใช้เครื่องปรับอากาศเพราะในอดีตไม่เคยมีความจำเป็นเร่งด่วน ความคิดที่ว่าบ้านต้องเย็นในฤดูร้อนเพิ่งจะเริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาเมื่อสภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น”

ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ดีที่สุดคือ “หลังคาซิงค์” (Zinc roofs) สีฟ้าเทาอันเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกรุงปารีส แม้ได้รับการคุ้มครองในฐานะมรดกโลก แต่สถาปัตยกรรมเหล่านี้กลับไม่มีฉนวนกันความร้อน ผู้อยู่อาศัยในชั้นบนสุดต้องเจอกับความร้อนสะสมจนแทบจะนอนไม่ได้ ซึ่งการนอนหลับไม่เพียงพออย่างต่อเนื่องย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานในวันรุ่งขึ้น เกิดอาการสมองตื้อ ทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจนำไปสู่อันตรายในการใช้ชีวิตประจำวัน

แต่ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ดีไซน์ของตึก เพราะเมื่อคิดจะติดแอร์จริงๆ ชาวยุโรปยังต้องเจอกับกำแพงด่านต่อไปที่ใหญ่ไม่แพ้กัน นั่นคือเรื่องของ "เงินในกระเป๋า" และกฎระเบียบเมือง แล้วคนธรรมดาจะรับมืออย่างไร?

🔵 [วิกฤตปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ และภาวะ ‘Energy Poverty’]


ผลสำรวจพบว่าประชากรในสหภาพยุโรปถึง 38% กำลังเผชิญหน้ากับภาวะ “ความยากจนทางพลังงาน” (Energy Poverty) ซึ่งระบุชัดเจนว่าพวกเขาไม่สามารถแบกรับภาระค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงลิ่วจากวิกฤตพลังงานโลกเพื่อติดตั้งและเปิดใช้งานระบบปรับอากาศได้ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและคนทำงานระดับปฏิบัติการอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ กฎระเบียบอันเข้มงวดของเมืองประวัติศาสตร์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการทำลายทัศนียภาพของเมืองหลวงเก่าแก่ ริชาร์ด แซลมอน ผู้อำนวยการบริษัท The Air Conditioning Company ในสหราชอาณาจักร ระบุว่า



“ทางการมักปฏิเสธคำขอติดตั้งเครื่องปรับอากาศ โดยอ้างเหตุผลว่าคอมเพรสเซอร์แอร์ภายนอกจะทำลายทัศนียภาพอันสวยงามของเขตพื้นที่อนุรักษ์”



ยิ่งไปกว่านั้น ในประเทศอย่างเยอรมนีและเดนมาร์กที่มีสัดส่วนผู้เช่าบ้านเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร ผู้เช่าไม่มีอำนาจตัดสินใจติดตั้งแอร์เอง ขณะที่เจ้าของอาคารก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุน

ประเด็นนี้ลามไปถึงความขัดแย้งทางการเมือง โดยในฝรั่งเศสเกิดการแบ่งขั้วทางความคิดอย่างชัดเจน

  • ฝ่ายขวา (มารีน เลอ แปน): เสนอแผนสนับสนุนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศทั่วประเทศเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
  • ฝ่ายซ้าย (ฌอง-ลุค เมลองชง): คัดค้านอย่างรุนแรง โดยมองว่าแอร์จะยิ่งปล่อยความร้อนสู่ภายนอก และเสนอให้เน้นการอุดหนุนการปรับปรุงฉนวนอาคารแทน

ความกังวลนี้สอดคล้องกับ “ความรู้สึกผิดต่อสภาพภูมิอากาศ” (Climate Guilt) ของชาวยุโรปจำนวนมากที่ตระหนักว่า เครื่องปรับอากาศมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 4% ของโลก ซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมการบินเสียอีก แต่เมื่อความร้อนเริ่มอันตรายถึงชีวิต ความคิดของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เช่นในอิตาลีที่ยอดการติดตั้งแอร์พุ่งจาก 10%-15% ในปี 2003 มาเป็น 56% ในปี 2024 ทว่าคำถามคือ การแห่ติดตั้งแอร์แบบแยกส่วนนี้คือทางออกที่แท้จริง หรือเป็นเพียงการสร้าง "วงจรอุบาทว์" ใหม่ขึ้นมากันแน่?

🔵 [‘วงจรอุบาทว์’ ของเครื่องปรับอากาศ และวิกฤตพลังงานโครงข่าย]
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การพึ่งพาเครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียวจะนำไปสู่ “วงจรอุบาทว์” (Vicious cycle) ที่ย้อนกลับมาทำร้ายเราในที่สุด ดังนี้

โลกเดือดขึ้น ➔ คนเมืองแห่เปิดเครื่องปรับอากาศพร้อมกันเพื่อเอาตัวรอด

แอร์พ่นลมร้อน ➔ คอยล์ร้อนระบายอุณหภูมิสูงออกสู่ท้องถนนในพื้นที่เมืองที่หนาแน่น

เมืองร้อนกว่าเดิม ➔ อุณหภูมิภายนอกอาคารพุ่งสูงขึ้นอีก 2 ถึง 4 องศาเซลเซียส เกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban Heat Island)


เครื่องทำงานหนักขึ้น ➔ ทุกคนต้องเร่งแอร์ให้เย็นลง ค่าไฟพุ่งสูงขึ้น และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด

ฮันส์-มาร์ติน ฟุสเซล ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป อธิบายว่า “ในพื้นที่เมืองที่มีความหนาแน่นสูง เครื่องปรับอากาศโดยพื้นฐานแล้วจะขนส่งความร้อนจากอาคารไปยังสภาพแวดล้อมในเมือง และสามารถสร้างปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) ที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้”

วิกฤตพลังงานในช่วงความร้อนจัดยังส่งผลกระทบต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อแหล่งพลังงานสะอาดถูกกระทบจากสภาพอากาศ เช่น น้ำในแม่น้ำร้อนเกินกว่าจะใช้ระบายความร้อนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือลมที่นิ่งสนิทจนกังหันลมไม่ทำงาน ส่งผลให้ค่าไฟพุ่งสูงขึ้นและเสี่ยงต่อไฟดับครั้งใหญ่

หากแอร์แบบเดิมกำลังพ่นพิษใส่เมืองหลวง แล้วยุโรปกำลังมองหา "ทางเลือกใหม่" อะไรที่จะช่วยให้พวกเขาเย็นลงได้โดยไม่ทำร้ายโลก?



🔵 [ทางเลือกสีเขียวเพื่ออนาคต: นวัตกรรมทำความเย็นที่ยั่งยืนกว่า]


เพื่อหลีกเลี่ยงวงจรอุบาทว์ข้างต้น ยุโรปกำลังผลักดันแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ยั่งยืนกว่าในการสู้กับโลกเดือด

1. พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับแอร์ประสิทธิภาพสูง
ฟิล เบคอน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เสนอให้ใช้เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูงร่วมกับโซลาร์เซลล์ เนื่องจากช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัดและมีความต้องการเปิดแอร์สูงสุด จะเป็นช่วงที่แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุดพอดี ซึ่งโมเดลนี้ช่วยสร้างความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าในรัฐเท็กซัสในช่วงคลื่นความร้อนมาแล้ว

2. ระบบทำความเย็นระดับเขต (District Cooling)
นวัตกรรมที่กำลังถูกนำมาใช้ในเมืองใหญ่อย่างปารีสและสต็อกโฮล์ม โดยระบบจะใช้น้ำเย็นจากศูนย์กลางส่งผ่านเครือข่ายท่อใต้ดินเพื่อทำความเย็นให้อาคารหลายแห่งพร้อมกัน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าและลดการปล่อยความร้อนสะสมในเมืองเมื่อเทียบกับแอร์แยกส่วน

3. การป้องกันเชิงสถาปัตยกรรม (Passive Cooling)
จูเลียน ฮันส์ จากศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคนิคอาคารของฝรั่งเศส (CSTB) เน้นย้ำว่า “การป้องกันอาคารควรมาก่อนระบบเครื่องกล เราควรเน้นการลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง การติดตั้งบานเกล็ดเพื่อกันแดด และการใช้ฉนวนที่หลังคา ซึ่งมาตรการเหล่านี้สามารถช่วยรักษาความเย็นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแอร์อย่างเป็นระบบ”

🗨️ชวนคิดต่อ...
แม้การติดตั้งเครื่องปรับอากาศในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 275 ล้านเครื่องภายในปี 2050 แต่กุญแจสำคัญไม่ใช่แค่การติดแอร์ให้เสร็จ ๆ ไป ทว่าคือการควบคุมประสิทธิภาพ แหล่งพลังงาน และการออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างยั่งยืน

ไบรอัน มาเธอร์เวย์ ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “เครื่องปรับอากาศที่ขายในวันนี้จะอยู่กับโลกไปอีก 10 ถึง 20 ปี การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสมตั้งแต่วันนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต”

วิกฤตคลื่นความร้อนในยุโรปครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความเย็น” ไม่ควรเป็นเพียงแค่เรื่องของสิทธิ์ส่วนบุคคลที่ใครจ่ายไหวก็ได้ไป แต่เป็น “ความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน” และเป็นโจทย์ร่วมกันของสังคมเมืองที่ต้องหาทางออกที่สมดุล ระหว่างการเอาชีวิตรอดจากความร้อนในวันนี้ กับการรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อคนรุ่นต่อไป

แล้วสำหรับประเทศไทยของเราล่ะครับ? ในวันที่อุณหภูมิบ้านเราพุ่งทะลุสถิติใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ และค่าไฟกลายเป็นภาระหนักของหลายครัวเรือน

ทุกวันนี้บ้านหรือออฟฟิศของคุณกำลังเจอปัญหาค่าไฟพุ่งกระฉูดจากการเปิดแอร์สู้ร้อนอยู่หรือเปล่า? แล้วคุณคิดว่าในฐานะคนทำงาน เรามีไอเดียคลายร้อนแบบไม่พึ่งแอร์อย่างไรบ้าง หรือภาครัฐควรนำ "นวัตกรรมระดับเมือง" แบบยุโรปมาปรับใช้กับไทยอย่างไรดี?
.

ข่าวล่าสุด