เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : "สมรภูมิเหนือโลก! เมื่อสองเจ้าพ่อเทคฟัดกันเรื่องศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศ"

30 มิ.ย. 2569 | NATESAIY

STORY : "สมรภูมิเหนือโลก! เมื่อสองเจ้าพ่อเทคฟัดกันเรื่องศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศ"

สื่อธุรกิจระดับโลกอย่าง The Wall Street Journal ตั้งข้อสังเกตได้อย่างน่าสนใจว่า เหตุใด มาซาโยชิ ซัน แห่ง SoftBank ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักเสี่ยงโชครายใหญ่ที่สุดของวงการเทคโนโลยี ถึงมองว่าแนวคิดการสร้างศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center) ไว้ในอวกาศของ อีลอน มัสก์ เป็นเรื่องที่หลุดโลกและเกินจริง

ปกติแล้ว "มาสะ" ไม่ใช่คนที่จะขลาดกลัวต่อแนวคิดสุดโต่ง เขามีแผนธุรกิจระยะยาวที่มองข้ามช็อตไปถึง 300 ปี และเคยพูดเรื่องจุดที่ AI มีสติปัญญาเหนือมนุษย์ (Singularity) มาตั้งแต่สิบปีก่อน ก่อนที่คำว่า AGI จะกลายเป็นคำฮิตในซิลิคอนแวลลีย์เสียด้วยซ้ำ แถมยังเคยทุ่มเงินลงทุนก้อนโตพร้อมยกย่อง อดัม นอยมันน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง WeWork ว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาแล้ว

แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มาสะ กลับตั้งคำถามถึงแผนการสร้างศูนย์ข้อมูลในวงโคจรโลกของมัสก์ โดยเขาถามนักลงทุนในญี่ปุ่นสั้นๆ ว่า "ทำไปเพื่ออะไร?"

อะไรคือมุมมองและยุทธศาสตร์ของสองเจ้าพ่อเทคโนโลยีระดับโลก ที่กำลังแข่งขันกันในสมรภูมิ AI ซึ่งคำตอบว่าวิสัยทัศน์ของใครจะเกิดขึ้นจริงได้รวดเร็วกว่า อาจเป็นตัวกำหนดผลแพ้ชนะในเกมเดิมพันครั้งใหญ่ครั้งนี้

 

🔵 [วิสัยทัศน์ที่สวนทาง: ฟิสิกส์พื้นฐาน ปะทะ ทุ่มสุดตัวเพื่อความเร็ว]


ความจริงก็คือ ทั้งคู่มีเป้าหมายที่ล้ำสมัยราวกับนิยายวิทยาศาสตร์คล้ายกัน แต่มีกลยุทธ์ในการไปถึงจุดนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง มัสก์เลือกใช้วิธีคิดแบบ "First Principles" หรือการย่อยปัญหาลงสู่พื้นฐานความเป็นจริงทางฟิสิกส์ ในขณะที่มาสะยังคงใช้แนวทางการลงทุนแบบ "Go big or go home" หรือการทุ่มสุดตัวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วที่สุด

ปัจจัยสำคัญที่หนุนสมมติฐานเรื่องมูลค่าตลาดระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ของ SpaceX ก็คือ แผนของมัสก์ที่จะนำศูนย์ข้อมูลขึ้นไปติดตั้งในวงโคจร โดยมองว่าพลังงานมหาศาลจากแสงอาทิตย์จะทำให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเหนือกว่าการทำบนโลกอย่างมาก ซึ่งมัสก์ระบุไว้เมื่อช่วงต้นปีว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ไม่ยาก และเอกสารสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX ก็คาดการณ์ว่าจะเริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานจริงได้เร็วที่สุดภายในปี 2028

แนวคิดนี้ดูน่าสนใจเพราะปัจจุบันผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ทั่วสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านเรื่องการก่อสร้างอาคารและการใช้พลังงานมหาศาล แต่อภิมหาเศรษฐีอย่าง เจฟฟ์ เบโซส แห่ง Amazon กลับออกโรงเตือนว่าแผนนี้ดูทะเยอทะยานเกินไปในระยะเวลา 2-3 ปีนี้ และเขายังสงสัยเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายในอวกาศ โดยระบุว่าค่าใช้จ่ายเพียง 7% ของการดำเนินงานศูนย์ข้อมูลบนโลกคือค่าไฟฟ้า ส่วนที่เหลือหมดไปกับค่าชิปและระบบอื่นๆ


🔵 [บทเรียนจากความล่าช้า และเหตุผลที่มาสะไม่รออวกาศ]


แนวทางฟิสิกส์พื้นฐานของมัสก์อาจไม่ใช่หนทางที่รวดเร็วที่สุดในการแก้ปัญหาเสมอไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับ ปัจจุบัน Waymo ในเครือ Alphabet มีกองทัพยานยนต์ไร้คนขับที่ให้บริการจริงแล้วในหลายเมืองของสหรัฐฯ เพราะเลือกใช้เซ็นเซอร์เลเซอร์ ในขณะที่ Tesla ของมัสก์ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพิสูจน์ระบบกล้องเสมือนสายตามนุษย์ แม้หลักการทางฟิสิกส์จะเอื้อต่อแนวทางของมัสก์ แต่ในเวลานี้ Waymo เป็นฝ่ายที่นำหน้าอยู่

เรื่องความเร็วนี้เองคือสิ่งที่ทำให้มาสะกังวลใจ เพราะวงการ AI เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทุกๆ สองสามสัปดาห์จะมีการอัปเดตโมเดลหรือมีการย้ายค่ายของบุคลากรระดับแถวหน้าตลอดเวลา ในขณะที่มัสก์มองว่าศูนย์ข้อมูลในวงโคจรโลกจะสำเร็จในอนาคตอันใกล้ แต่มาสะกลับมองเห็นอุปสรรคมากมายที่อาจต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษกว่าจะหาวิธีรับมือได้ เช่น การบำรุงรักษาอุปกรณ์ในอวกาศ

สำหรับมาสะ AI คือสมรภูมิที่ "ผู้ชนะจะได้ทุกอย่าง" (Winner-takes-all) และจะตัดสินผลแพ้ชนะกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การรอระบบอวกาศนานเป็นสิบปีจึงเป็นเรื่องที่สายเกินไป เขาเลือกที่จะทุ่มเงินให้บริษัทที่เลือกเพื่อให้ครองตลาดได้อย่างเด็ดขาดทันที

"คนเรามีชีวิตอยู่แค่ครั้งเดียว ดังนั้นผมจึงอยากคิดการใหญ่ ผมไม่มีเจตนาที่จะเดิมพันกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ" คติประจำใจนี้ทำให้เขาก่อตั้งกองทุน Vision Fund มูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2017 แม้จะเคยเจ็บตัวจากกรณีล้มละลายของ WeWork แต่ปัจจุบันมาสะยังคงเดินหน้าลงทุนใน AI เต็มกำลัง โดยวางกลยุทธ์หลักไว้ 4 ด้าน คือ โมเดล AI, เซมิคอนดักเตอร์, หุ่นยนต์ และโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการทุ่มทุนใน OpenAI, Arm รวมถึงศูนย์ข้อมูลทั่วโลก เพื่อทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตไข่ทองคำบนโลกมนุษย์ทันที


🔵 [กางแผนที่สมรภูมิเหนือโลก: แผนลับ "AI1" และความเคลื่อนไหวรอบโลก]


แม้มาสะจะตั้งคำถาม แต่ในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน ทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพทั่วโลกกำลังขยับตัวเคลื่อนไหวในโปรเจกต์อวกาศอย่างคึกคัก

➡️ SpaceX: เปิดเผยการพัฒนาสถานีโคจรศูนย์ข้อมูล AI หรือดาวเทียม "AI1" ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดมหึมา มีความสูง 20 เมตร ปีกกว้าง 70 เมตร ออกแบบมาเพื่อรองรับแผงชิป AI และติดตั้งระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว
➡️ Google: ริเริ่มโครงการ Project Suncatcher เพื่อศึกษาการสร้างศูนย์ข้อมูลนอกโลก หวังลดการใช้ทรัพยากรบนพื้นดินและหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเรื่องการใช้ไฟฟ้าในระดับภูมิภาค
➡️ Orbital: สตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนชื่อดังอย่าง a16z เตรียมแผนยิงกลุ่มดาวเทียมขนาดเล็กจำนวน 10,000 ดวงขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 เพื่อรันระบบ AI Inference
➡️ ประเทศจีน: กำลังพัฒนาโครงการศูนย์ข้อมูล AI ระดับกิกะวัตต์ในอวกาศ โดยตั้งเป้าสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี เพื่อลดภาระพลังงานไฟฟ้าบนโลกและแข่งขันคานอำนาจกับฝั่งสหรัฐฯ


🔵 [เหรียญสองด้านในอวกาศ: พลังงานไร้ขีดจำกัด ปะทะ นรกการระบายความร้อน]


เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้อวกาศดึงดูดใจนักพัฒนาศูนย์ข้อมูล เป็นเพราะข้อดีหลัก 2 ประการ
.
➡️ พลังงานแสงอาทิตย์ที่มากกว่า: ในอวกาศไม่มีชั้นบรรยากาศคอยบดบังแสงแดด ทำให้แผงโซลาร์เซลล์สามารถรับพลังงานได้มากกว่าบนโลกถึง 8 เท่า และทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานตลอด 24 ชั่วโมง
➡️ พื้นที่ไร้ขีดจำกัด: หมดปัญหาเรื่องการหาที่ดินผืนใหญ่บนโลกในการก่อสร้างอาคารหรือตึกคลัสเตอร์สำหรับวางระบบคอมพิวเตอร์

แต่ในมุมกลับ ความท้าทายทางวิศวกรรมที่ยากที่สุดคือ "ระบบระบายความร้อน" (Heat Dissipation) เนื่องจากการประมวลผลของชิป AI จะสร้างความร้อนมหาศาล แต่สภาพแวดล้อมในอวกาศเป็นสูญญากาศ ไม่มีอากาศหรือกระแสลมคอยพัดพาความร้อนออกไปเหมือนบนโลก การจะทำให้ชิปไม่ไหม้ สถานีอวกาศเหล่านี้จึงจำเป็นต้องออกแบบให้มีแผงระบายความร้อน (Radiator) ขนาดใหญ่ยักษ์เพื่อทำหน้าที่แผ่รังสีความร้อนออกสู่ความเวิ้งว้างของอวกาศแทน


📌 [บทสรุป]


ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ของทั้งคู่มองเห็นภาพสุดท้ายไม่ต่างกัน มัสก์มีทั้ง SpaceX AI ที่แข่งกับ OpenAI มีความร่วมมือผลิตชิปร่วมกับ Tesla และกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจหุ่นยนต์ควบคู่กับศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ในขณะที่มาสะเลือกที่จะปักหลักสร้างฐานที่มั่นทั้งหมดนี้บนโลกเพื่อความรวดเร็วในการคว้าชัยชนะ

สมรภูมิเหนือโลกครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ระหว่าง กลยุทธ์ First Principles ทางฟิสิกส์ที่ยอมใช้เวลานานกว่าเพื่อความคุ้มค่าในอวกาศ กับ กลยุทธ์การคว้าความได้เปรียบในฐานะผู้บุกเบิกรายแรกบนโลก ท้ายที่สุดแล้วเวลาจะเป็นคำตอบว่าทางเดินของใครจะทรงประสิทธิภาพและพาสังคมมนุษย์ไปสู่ยุค AGI ได้สำเร็จก่อนกัน

ข่าวล่าสุด