ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวนั้นเจอหลายปัญหามาก มีทั้งการขาดแคลนแรงงาน สืบเนื่องจากโควิด 19 ทำให้คนอพยพออกจากธุรกิจบริการ แต่พอธุรกิจบริการเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ก็ยังไม่สามารถหาคนกลับมาได้เพียงพอ ซึ่งแตกต่างแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ในภาคการผลิตถือว่าเริ่มดีขึ้น หลังจากภาวะโควิด 19 คลี่คลาย ก็จะมีแรงงานข้ามชาติผ่านการทำ MOU เข้ามาเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือ แต่ถ้าในของภาคบริการโรงแรม หรือว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะต้องเป็นแรงงานที่มีความชำนาญพิเศษ ซึ่งในช่วงโควิดคนที่ไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพได้ก็กลับไปทำงาน ทำธุรกิจที่บ้าน และปรับตัวได้ อยู่ที่บ้านสบายกว่า ส่วนหนึ่งก็จะไม่กลับมาในธุรกิจด้านบริการ ก็ต้องรับจากพนักงานใหม่ ก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวและฝึกฝน ให้มีประสบการณ์มากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ของการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว โดยในช่วงแรกกลับมาได้เพียง 30 - 40% เท่านั้นเอง
อีกด้านหนึ่งนั้นเป็นความไม่มั่นใจของทางภาคธุรกิจว่าจะกลับมาบริการได้100% หรือไม่ เพราะฉะนั้นการรับพนักงานก็จะรับแบบเป็นขั้นบันได ก็คือต้องดูสถานะการท่องเที่ยวหรือตัวเลขการจองของนักท่องเที่ยว แล้วค่อยมาปรับเพิ่ม ที่ทำให้บางครั้งมันก็อาจจะไม่ทัน ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหาหนึ่ง และยังต้องมาเจอปัญหา ต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงาน เพราะฉะนั้นอยากให้รัฐบาลช่วยประวิงเวลา ยืดไปให้ผ่านพ้นช่วงไฮซีซั่นตรงนี้ไปก่อน และค่อยๆขยับเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันได ตามข้อเรียกร้องของภาคเอกชน
ขณะเดียวกันก็ฝากไปถึงผู้ประกอบการธุรกิจกลุ่มอันดามัน สุดท้ายแล้วก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะเจอค่าพลังงานที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นทางเดียวคือ ต้องปรับตัว ทบทวนในการใช้พลังงานในธุรกิจของตัวเองว่ามีส่วนไหนที่ใช้เกิน ก็ต้องพยายามปรับให้ประหยัด และใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด อาจจะมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ ให้มีความประหยัดพลังงานมากขึ้น และอาจจะต้องมีการหาพลังงานทดแทน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลมในอนาคต ซึ่งจะมีส่วนที่ทำให้ธุรกิจประหยัดค่าพลังงานได้ในระยะยาว ส่วนแรงงานภาคการก่อสร้าง ตอนนี้เริ่มดีขึ้นเพราะแรงงานข้ามชาติ ได้รับการอนุญาตให้เข้ามาถูกต้องตามกฎหมายได้เพิ่มมากขึ้น