แต่ละจุดมีความสำคัญอย่างไรต่อความเป็นเมืองเก่าสงขลา
จากการสืบค้นเอกสารและสอบถามผู้เชี่ยวชาญ พบว่า 4 องค์ประกอบที่สงขลาเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไม่ใช่ 4 เมืองที่แยกจากกัน แต่เป็นวิวัฒนาการของอารยธรรมเดียวกันที่ย้ายศูนย์กลางไปตามสภาพภูมิศาสตร์ ชุมชนเศรษฐกิจ และการค้าทางทะเลตลอดกว่า 1,300 ปี นี่คือเหตุผลสำคัญที่ UNESCO ให้ความสนใจ เพราะเป็น “ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของชุมชนรอบทะเลสาบ” (Lagoon Settlements) มากกว่าเป็นเมืองเดี่ยว
1. เมืองโบราณพังยาง สีหยัง และพะโคะ เปรียบเสมือน “จุดกำเนิด” ของอารยธรรมลุ่มทะเลสาบสงขลา
- เป็นเมืองยุคแรก ราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 (ประมาณ ค.ศ. 600-900)
- พบคูเมือง คันดิน ระบบคลอง และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
- พบโบราณวัตถุจากอินเดีย จีน และศรีวิชัย
- บริเวณเขาคูหาเป็นศูนย์กลางศาสนาฮินดูและพุทธมหายาน
อันเป็นหลักฐานว่า
- ทะเลสาบสงขลาเคยเป็น “ศูนย์กลางการค้า” มาก่อนอยุธยาหลายร้อยปี
- เป็นจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการน้ำแบบ “ราวา” และ “พัง” ที่ใช้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มเพื่อการเกษตรและคมนาคม
- แสดงให้เห็นว่าชุมชนโบราณสามารถอยู่ร่วมกับทะเลสาบน้ำกร่อยได้อย่างชาญฉลาด
2. เมืองโบราณสทิงพระ ถือเป็นเมืองหลวงของคาบสมุทรสทิงพระ ช่วงที่อารยธรรมเติบโตเต็มที่ สิ่งที่โดดเด่นคือ
- ผังเมืองเป็นระบบ
- มีคูเมืองหลายชั้น
- มีคลองเชื่อมทะเลสาบกับทะเล
- เป็นศูนย์กลางศาสนา การค้า และการปกครอง
นักโบราณคดีมองว่าสทิงพระเป็น “มหานคร” ของลุ่มทะเลสาบในยุคนั้น เมืองแห่งนี้เชื่อมหลายประเทศผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล สงขลาจึงเป็นเมืองท่าสำคัญทางใต้ ทั้งอินเดีย ศรีลังกา ชวา เขมร และจีน จึงพบศิลปกรรมหลากหลายวัฒนธรรมอยู่ร่วมกัน
3. เมืองป้อมค่ายซิงกอร่า เขาแดง และแหลมสน จุดเปลี่ยนจาก “เมืองโบราณ” สู่ “เมืองการค้าระดับโลก” ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อสุลต่านสุไลมานสร้างเมืองซิงกอร่า สิ่งที่ซ่อนอยู่คือ
- ป้อมปราการแบบผสมยุโรป
- เมืองท่ามุสลิมที่ค้าขายกับดัตช์ โปรตุเกส อังกฤษ และจีน
ความเป็นสงขลายังมีการค้นพบระบบป้องกันเมืองที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค แสดงให้เห็นว่าสงขลาไม่ได้เป็นเพียงเมืองไทย แต่เคยเป็น “เมืองท่านานาชาติ” ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับเอเชียตะวันออก
4. เมืองเก่าสงขลา (บ่อยาง) ผลลัพธ์สุดท้ายของวิวัฒนาการกว่า 1,300 ปี เมืองสงขลาย้ายจากหัวเขาแดงมาตั้งหลักที่แหลมสนอ่อน เรียกว่า เมืองซิงกอร่า แต่ไม่นานก็ถูกทำลาย ศูนย์กลางเมืองจึงย้ายมายังฝั่งบ่อยาง สิ่งที่โดดเด่นคือ
- ผังเมืองยังใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
- อาคารจีน โปรตุเกส มลายู และไทย อยู่ร่วมกัน
- ถนนนครนอก นครใน และนางงาม เป็นแกนหลักของเมือง ต่อมาเรียกกันว่า เมืองเก่าสงขลา
- มีศาลเจ้า มัสยิด วัด และชุมชนหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกัน
เมืองนี้สะท้อน “การอยู่ร่วมกันของหลายวัฒนธรรม” หรือพหุวัฒนธรรม ซึ่งยังมีชีวิต ไม่ใช่เมืองร้างเหมือนแหล่งโบราณคดีทั่วไป
จุดแข็งที่สุดของการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก คือ ทั้งสี่พื้นที่ไม่ใช่โบราณสถานที่โดดเดี่ยว แต่เป็นเรื่องราวเดียวกันของ “การย้ายศูนย์กลางเมือง” ตามการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ เศรษฐกิจ วิถีชุมชน และเส้นทางการค้า โดยมีทะเลสาบสงขลาเป็นแกนกลางของการดำรงชีวิตมาตลอดกว่า 1,300 ปี นี่คือคุณค่าที่ใช้สนับสนุนเกณฑ์มรดกโลกด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การพัฒนาเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม