"รองปลัดเซมเบ้" เปิดใจปมล้างโกงสอบท้องถิ่น ปลด 5 พันคน ฟ้อง มศว 130 ล้าน
30 ก.ค. 2569 | titayu_pur

เปิดใจ "รองฯ เซมเบ้" 2 สัปดาห์ล้างขยะใต้พรมโกงสอบท้องถิ่น ลั่น "ความลับไม่มีในโลก" ปลด 5 พันคน จ่อเรียกคืน 130 ล้านจากมหาวิทยาลัยคู่สัญญา
ข่าว
30 ก.ค. 2569 | titayu_pur

เปิดใจ "รองฯ เซมเบ้" 2 สัปดาห์ล้างขยะใต้พรมโกงสอบท้องถิ่น ลั่น "ความลับไม่มีในโลก" ปลด 5 พันคน จ่อเรียกคืน 130 ล้านจากมหาวิทยาลัยคู่สัญญา
KEY
POINTS
30 กรกฎาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หรือ รองปลัดเซมเบ้ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดปฏิบัติการสะสางมหากาพย์ โกงสอบท้องถิ่น ครั้งใหญ่ โดยนำหลักฐานดิจิทัลซิกเนเจอร์มากางขยะใต้พรม คัดชื่อกลุ่มคนโกงคะแนนไม่ถึงออกจากบัญชีทันที 5,000 ราย พร้อมเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีคู่สัญญาอย่าง มศว ส่งข้อมูลเท็จทำเสียหายแสนคน หวังทลายโครงสร้างระบบนายหน้าและขบวนการ ซื้อขายตำแหน่ง ในวงราชการให้หมดสิ้นตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย เพื่อคืนความชอบธรรมและสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมไทยในปี 2569
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร เปิดใจครั้งแรกกับเนชั่นออนไลน์ ถึงเบื้องหลังการเดินหน้า “แอคชั่น 8” หรือการประกาศผลคะแนนที่ถูกต้อง โดยระบุว่า ที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบผลสอบสวนจาก ป.ป.ช., ตำรวจสอบสวนกลาง และข้อมูลจากบริษัท จันทร์วานิช จำกัด คู่สัญญาของ มศว ซึ่งยืนยันตรงกันว่า มีผลคะแนนการตรวจที่ถูกต้อง ณ เวลานั้นเก็บไว้อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำกระดาษคำตอบมาฝนตรวจใหม่ทั้งหมด เนื่องจากในทางวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มีระบบ “ดิจิทัลซิกเนเจอร์” (Digital Signature) ต่อท้ายการลงข้อมูล สามารถพิสูจน์วันเวลาในการตรวจจับคู่เรียงตามหลักสถิติได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตาม เพื่อความรอบคอบสูงสุด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ส่งเจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ร่วมตรวจสอบทานเทียบกับระบบเครื่องอีกครั้ง พบว่า มีผู้เข้าสอบจริงกว่า 279,000 คน จากยอดผู้สมัคร 4 แสนคน โดยมีผู้สอบผ่านเกณฑ์ที่แท้จริงประมาณ 50,000 คน และสอบไม่ผ่านประมาณ 220,000 คน
รองปลัดเซมเบ้ กล่าวว่า จากการรีเช็กคะแนนดิบพบความผิดปกติ โดยมีรายชื่อผู้ที่เคยประกาศว่าสอบได้ในครั้งแรกประมาณ 5,000 คน ที่เมื่อนำคะแนนจริงมาจัดอันดับ (Ranking) ใหม่แล้ว พบว่าคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ กลุ่มนี้จะ “หลุดออกจากบัญชีโดยอัตโนมัติ” ทันทีเมื่อมีการใช้บัญชีใหม่ ทั้งนี้ กสถ. จะไม่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านทั้ง 50,000 รายสู่สาธารณะเพื่อความปลอดภัย แต่จะใช้วิธีส่งรายชื่อตรงไปยัง ก.จังหวัด ของแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปเปรียบเทียบและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
รักษาราชการแทนอธิบดี สถ. กล่าวต่อถึงความกังวลของสังคม เรื่องการยกเลิกบัญชีทั้งหมดว่า ได้หารือร่วมกับ นายปกรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และนักกฎหมายภาครัฐ โดยเทียบเคียงคำพิพากษาของศาลปกครอง เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ที่สอบได้ด้วยความสุจริต โดยวางกำหนดการขับเคลื่อนไว้ดังนี้
• 5 สิงหาคม 2569 (แอคชั่น 9): ประชุม กสถ. เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติของบุคคลแต่ละกลุ่มให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันทุกจังหวัด (เช่น หากกลุ่มที่บรรจุไปแล้วมีรายชื่อตรงในบัญชีใหม่ ก็สามารถรับราชการต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องให้ออก)
• 6 สิงหาคม 2569: ประชุม ก.กลาง เพื่อรับทราบผลคะแนนและอนุมัติวิธีปฏิบัติจาก กสถ.
• หลังจบมติ ก.กลาง (แอคชั่น 10-11): แจ้งไปยัง ก.จังหวัด เพื่อให้ อบจ., เทศบาล และ อบต. ดำเนินการกลัดกระดุมเม็ดต่อไป หากพบรายชื่อผิดพลาดต้องยกเลิกการบรรจุ หากรายชื่อถูกต้องก็เดินหน้าบรรจุต่อ
สำหรับมาตรการดำเนินคดีกับสถาบันอุดมศึกษาคู่สัญญา นายนิรัตน์ ยอมรับว่า ที่ประชุม กสถ. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 มีมติให้แจ้งความดำเนินคดีกับ มศว ในข้อหาส่งข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ จนทำให้มติรับรองเดิมผิดเพี้ยนไปทั้งฉบับ ซึ่งกองปราบปรามและสอบสวนกลางกำลังสืบสวนขยายผล นอกจากนี้ ในส่วนของข้อสัญญาเตรียมใช้มาตรฐานเดียวกับที่กรมบัญชีกลางใช้กับภาคเอกชน เนื่องจากสร้างความเสียหายในวงกว้างกระทบประชาชนหลักแสนถึงล้านคน โดยมีมาตรการระงับการจ่ายเงินงวดสุดท้าย และกำลังถกข้อกฎหมายเพื่อทวงคืนเงินที่จ่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ จากวงเงินสัญญารวมกว่า 130 ล้านบาท ควบคู่กับการพิจารณาขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) สถาบันการศึกษาดังกล่าว
เมื่อถามถึงจุดโหว่สำคัญ นายนิรัตน์ วิเคราะห์ว่า ขบวนการทุจริตครั้งนี้เกิดจาก “4 ผู้เล่นหลัก” ที่เชื่อมโยงกัน คือ 1. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (ผู้ว่าจ้าง) 2. มหาวิทยาลัยคู่สัญญา (ผู้รับจ้าง) 3. นายหน้าเร่ขายตำแหน่ง 4. ผู้ซื้อ (ผู้เข้าสอบ) หากฝ่ายที่ 1 และ 2 ไม่ร่วมมือ เกมโกงย่อมเกิดได้ยาก ส่วนในอนาคตเตรียมเสนอรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงให้กวาดล้างและทลายเครือข่าย “นายหน้าขายตำแหน่ง” ครั้งใหญ่ พร้อมเตือนผู้เข้าสอบว่าการซื้อตำแหน่งไม่มีวันยั่งยืน “ผมรับราชการมา 30 ปี เห็นมาเยอะ ความลับไม่มีในโลก คนที่ซื้อตำแหน่งมาสุดท้ายเพื่อนร่วมงานก็รู้ หรือเจ้าตัวไปพูดอวดเอง ไม่มีใครให้คุณค่าข้าราชการแบบนั้น และชีวิตการทำงานจะไม่ยั่งยืน” นายนิรัตน์ กล่าว
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาถึงความกดดันหลังจากเข้ามาควบคุมสถานการณ์การทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามอง โดยยอมรับว่า ตนเองก็มีความกังวลและกลัวความผิดพลาดทางกฎหมายเช่นกัน พร้อมสั่งห้ามตนเองและเจ้าหน้าที่ไม่ให้แตะต้องข้อมูลภายนอกเพื่อป้องกันข้อครหา
“เราเห็นตัวอย่าง เราก็กลัว ไม่ใช่ว่าวันนี้ผมถูกตั้งมารักษาการในตำแหน่งที่ดีแล้ว ผมอยากทำอะไรตามใจผมก็ได้ ผมไม่ทำเลยนะครับ ผมจะทำตามกฎหมายเท่านั้น 1. ผมไม่ไปแก้คะแนนให้ใครแน่นอน 2. ถามว่าเข้ามาเพื่อฟันเพื่อแกล้งใครไหม ผมไม่แกล้งใคร เอาตรงไปตรงมาอย่าไปแกล้งใครเลย บาปมันติดตัว... อธิบดีไม่มีหน้าที่ไปดูแฟลชไดรฟ์ ตอนไหนก็ได้อยากจะดูตามใจฉัน ผมไม่มีหน้าที่ ฉะนั้นผมไม่มีอำนาจที่จะดู... ถามว่ากลัวไหม กลัวครับ กลัวผิด” นายนิรัตน์ ระบุ
นอกจากนี้ รักษาราชการแทนอธิบดี สถ. ยังกล่าวถึงกระแสข่าวลือเรื่องขบวนการพยายามติดต่อข้าราชการระดับสูง เพื่อขอยัดรายชื่อผู้สอบเข้าไปใหม่ โดยยืนยันตัดวงจรการวิ่งเต้นด้วยการปิดช่องทางสื่อสารทั้งหมด
“ผมต้องเรียนว่าช่วงนี้ผมไม่รับโทรศัพท์ใครเลย น้อยมากที่จะไปรับเอง ด้วยความเคารพก็ไม่อยากให้มีประเด็นอะไรว่าผมดูแลใครเป็นพิเศษ หรือผมไปเปิดอะไรให้ใคร... ใครก็มาขอดูก็ได้ครับ แต่ให้ผมไปดูเพื่อให้สิทธิพิเศษกับใคร ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่าผมไม่ทำครับ ผมไม่กล้าทำครับ” นายนิรัตน์ กล่าว
ส่วนประเด็นที่กรรมการ กสถ. บางส่วนถูก ป.ป.ช. ไต่สวน แต่ยังมาทำหน้าที่รับรองบัญชีใหม่นั้น ยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมายและตำแหน่งหน้าที่ตราบใดที่ยังไม่พ้นสภาพ ย้ำว่าการรับรองรอบนี้ทำบนหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับตำรวจและ ป.ป.ช. ไม่ได้ใช้ดุลพินิจส่วนตัวออกซ้ายออกขวาได้ตามใจ ส่วนใครที่มีส่วนประมาทเลินเล่อก็ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายและวินัยร้ายแรงต่อไปโดยไม่มีการละเว้น
ในช่วงท้ายของการเปิดใจ เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ว่า การสืบสวนจะสาวไปถึงตัวการใหญ่ระดับนักการเมืองหรือไม่ นายนิรัตน์ ระบุว่า ไม่อยากตั้งเป้าคาดเดาโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่เชื่อมั่นในจุดยืนและคำสั่งของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศเด็ดขาดไว้แล้วว่า “ถึงใครก็คนนั้น” ซึ่งทุกหน่วยงานพร้อมขยายผลตามพยานหลักฐานโดยไม่มีข้อยกเว้นอย่างแน่นอน