เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: ช้าไปหรือไม่.....กองทัพสหรัฐฯ ห้ามกำลังพลในตะวันออกกลางใช้โทรศัพท์มือถือ

30 ก.ค. 2569 | TEERAWAT

ARTICLE: ช้าไปหรือไม่.....กองทัพสหรัฐฯ ห้ามกำลังพลในตะวันออกกลางใช้โทรศัพท์มือถือ

กองทัพสหรัฐฯ กำลังพิจารณาสั่งห้ามทหารในตะวันออกกลางใช้โทรศัพท์มือถือ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากคลิปวิดีโอที่บันทึกด้วยแว่นตาอัจฉริยะ Meta Glasses ซึ่งให้ภาพชัดเจนจนอิหร่านสามารถระบุพิกัดโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ลองนึกภาพว่า แค่การถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้เป็นความทรงจำ อาจกลายเป็น "แผนที่นำทาง" ให้ศัตรูโจมตีเพื่อนร่วมชาติของตัวเองได้ เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วกองทัพสหรัฐฯ จะรับมือกันแบบไหน
.
🔍 [จุดเริ่มต้นของวิกฤต]
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นล่าสุด โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ริเริ่ม ได้สร้างความสูญเสียให้กับกองทัพสหรัฐฯ ไปแล้วเกือบ 20 นาย และบาดเจ็บมากกว่า 600 นาย ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
.
ตัวเลขความสูญเสียขนาดนี้ ทำให้ ศูนย์บัญชาการกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command) หรือที่รู้จักกันในชื่อ CENTCOM ต้องเร่งหาสาเหตุ และออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด แต่คำถามคือ มาตรการที่กำลังพิจารณาอยู่นั้น จะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทหารหลายพันนายมากแค่ไหน?


⚠️ [เมื่อโทรศัพท์มือถือกลายเป็นภัยความมั่นคง]


ผู้บัญชาการระดับสูงของสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ออกคำเตือนอย่างจริงจังไปยังกำลังพลว่า การเผยแพร่วิดีโอที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือลงบนโลกออนไลน์ กำลังช่วยอิหร่านระบุพิกัดโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ โดยไม่รู้ตัว

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ความกังวลนี้นำไปสู่การหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะสั่งให้กำลังพลบางส่วนในพื้นที่ ต้องส่งมอบโทรศัพท์มือถือของตนเอง

แต่ต้องไม่ลืมว่า สำหรับทหารหลายพันนายที่ประจำการไกลบ้าน โทรศัพท์มือถือไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสารธรรมดา แต่คือสายใยเดียวที่เชื่อมพวกเขากับครอบครัว และเป็นช่องทางบอกให้คนที่บ้านรู้ว่า "ฉันยังปลอดภัยดี" หากถูกจำกัดไปจริง จะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจมากน้อยแค่ไหน?

📝 [จดหมายลับที่เปิดเผยความกังวลของผู้บัญชาการ]


พลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการ CENTCOM ได้ชี้แจงข้อกังวลเหล่านี้ไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ลงวันที่ 28 กรกฎาคม โดยระบุว่า อิหร่านได้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์ เกี่ยวกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการโจมตี ด้วยการติดตามรายงานข่าวและโพสต์ออนไลน์ รวมถึง "ปฏิกิริยา ภาพถ่าย และวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือของทหารของเรา"

ในจดหมายที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้มา ยังระบุอีกว่า "ต้นทุนโดยตรงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของข้อมูลข่าวกรองแบบเปิดเผยนี้ สามารถวัดได้จากชีวิตของทหารอเมริกันและพลเรือนในประเทศแถบอ่าวที่ตกเป็นเป้าหมาย"

พลเรือเอกคูเปอร์ยังกระตุ้นให้ทหาร "เพิ่มความมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยในการปฏิบัติการ" แม้จะยังไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วนใดๆ อย่างชัดเจนก็ตาม


🎥 [คลิปวิดีโอจากแว่นตา Meta ต้นตอของกระแสวิพากษ์วิจารณ์]


ความเร่งด่วนของข้อความจากพลเรือเอกคูเปอร์ เห็นได้ชัดจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในเดือนนี้ ซึ่งบันทึกภาพขณะที่ทหารสหรัฐฯ นายหนึ่งกำลังถ่ายวิดีโอ ระหว่างที่ทหารคนอื่นๆ วิ่งหลบภัยจากการโจมตีอันร้ายแรงของอิหร่าน ที่ฐานทัพอากาศ Muwaffaq Salti ในจอร์แดน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม
.
พลเรือเอกคูเปอร์ดูเหมือนจะอ้างถึงคลิปนี้ในจดหมายของเขา โดยระบุว่าภาพถูกบันทึกด้วยแว่นตาอัจฉริยะของ Meta ที่มีกล้องในตัว โดยจดหมายระบุว่า "มีการโพสต์วิดีโอลงใน Instagram ซึ่งบันทึกจากแว่นตา Meta ของทหารนายหนึ่ง เผยให้เห็นสถานที่และวิธีการที่เขาอพยพเข้าไปยังหลุมหลบภัย ระหว่างการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน"

เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า ปกติแล้วอิหร่านมักประเมินผลการโจมตีได้ยาก เพราะสหรัฐฯ มีมาตรการรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์และยุทธวิธีป้องกันอื่นๆ อยู่แล้ว โดยระบุว่า "อิหร่านทราบดีว่ามีการยิงอาวุธออกไป แต่กองกำลังของพวกเขากลับไม่รู้ว่าอาวุธเหล่านั้นพลาดเป้าไป 50 เมตร ตกกระทบพื้นที่ลานจอดเครื่องบินที่ว่างเปล่า หรือสามารถโจมตีอาคารที่มีผู้คนหนาแน่นได้สำเร็จ" และเสริมว่า "การที่สำนักข่าวต่างๆ เผยแพร่ข้อมูลรายละเอียด คำอธิบาย และบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเป้าหมายที่ถูกโจมตีต่อสาธารณะนั้น เปรียบเสมือนการช่วยอิหร่านประเมินความเสียหายจากการรบ (Battle Damage Assessment) หรือ BDA ให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ"

ลองคิดดูว่า ในยุคที่ใครๆ ก็ถ่ายคลิปแชร์ลงโซเชียลได้ในไม่กี่วินาที ความปลอดภัยของข้อมูลทางทหารจะรักษาไว้ได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนต่างมีกล้องติดตัวตลอดเวลา?



🇯🇴 [จอร์แดน ความกังวลที่ใกล้เข้ามาทุกที]


ประเทศจอร์แดน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านอยู่บ่อยครั้ง มีรายงานว่าทหารบางส่วนได้รับแจ้งแล้วว่า จะมีการยึดโทรศัพท์มือถือในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้อมูลนี้มาจากแหล่งข่าวสองรายที่รับทราบสถานการณ์ ขณะที่แหล่งข่าวรายที่สามระบุว่า มาตรการนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในภาพรวมของภูมิภาค เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นนโยบายที่แน่นอนแล้ว

ด้านร้อยเอกทิมโมธี ฮอว์คกินส์ โฆษกของ CENTCOM ชี้แจงว่า "ข้อความดังกล่าวเป็นการเตือนความจำทั่วไป ถึงกำลังพลของเราเกี่ยวกับความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ นี่เป็นหนึ่งในหลายโอกาสที่พลเรือเอกคูเปอร์ ใช้เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับลำดับความสำคัญในการปฏิบัติงาน"
 


⚖️ [แรงกดดันจากทุกทิศทาง]


ความขัดแย้งกับอิหร่านซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 18 นาย และบาดเจ็บกว่า 600 นาย สร้างความกังวลเพิ่มขึ้นในหมู่สาธารณชน เพราะสงครามครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
.
สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตได้เรียกร้องขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งรายละเอียดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในฐานทัพต่างๆ และผลการสอบสวนของกองทัพเกี่ยวกับกรณีที่สหรัฐฯ อาจโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอิหร่าน ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์เป็นสำนักข่าวแรกที่รายงานเรื่องนี้ตั้งแต่วันเริ่มต้นสงคราม
 


📱 [ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ แม้แต่แอปออกกำลังกายก็เป็นความเสี่ยง]


กฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือของทหารที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจ มีความแตกต่างกันไปในแต่ละหน่วยงาน บางภารกิจมีการสั่งห้ามใช้อย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว แต่แหล่งข่าวสองรายระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีการยึดโทรศัพท์เพิ่มเติม ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับครอบครัวของทหาร ซึ่งต่างก็กังวลอยู่แล้วจากกรณีที่อิหร่านกล่าวอ้างว่าสามารถโจมตีเป้าหมายในตะวันออกกลางได้สำเร็จ

ที่จริงแล้ว เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เตือนมานานแล้วว่า แอปพลิเคชันบนมือถือ เช่น อุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย ก็อาจถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์จากข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งเพื่อโจมตีเป้าหมายได้เช่นกัน ก่อนหน้านี้สำนักข่าวรอยเตอร์เคยรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งจากสมาร์ทโฟนทั่วไปที่หาซื้อได้ง่าย ถูกนำไปใช้สอดแนมหรือโจมตีเป้าหมายบุคลากรของสหรัฐฯ มาแล้ว

น่าคิดไม่น้อยว่า เทคโนโลยีที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันอย่างสบายใจ อาจกลายเป็นดาบสองคมได้ในสถานการณ์ที่ต่างออกไป
 


🛡️ [เพนตากอน ระหว่างความโปร่งใสกับความปลอดภัย]


กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน พยายามควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลมาโดยตลอดด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน โดยมักปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอ้างความรับผิดชอบของอิหร่านในการโจมตี หรือให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บแต่ละราย

พลเรือเอกคูเปอร์ยังเน้นย้ำว่า การเปิดเผยรายละเอียดการโจมตีต่อสาธารณะ อาจกระตุ้นให้อิหร่านเปิดฉากโจมตีระลอกที่สองซึ่งรุนแรงกว่าเดิม
 


❓ ["วัวหายแล้วจึงล้อมคอก" ใช่หรือไม่]


คำถามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตั้งขึ้นมาก็คือ มาตรการนี้จะเรียกได้ว่าเป็น "วัวหายล้อมคอก" (It is too late to lock the stable door after the horse has bolted) หรือไม่ เพราะในเมื่ออิหร่านรู้พิกัดของเป้าหมายไปแล้ว สหรัฐฯ และพันธมิตรอาจทำได้เพียงแค่ "ตั้งรับ" กันต่อไปเท่านั้น

จากเรื่องนี้ ทำให้เห็นว่าในยุคที่ทุกคนกลายเป็น "นักข่าวภาคสนาม" ได้ในพริบตาผ่านมือถือเครื่องเดียว ความปลอดภัยของข้อมูลและชีวิตคน อาจต้องแลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสารที่ลดน้อยลง

แล้วเพื่อนๆ คิดว่าอย่างไรกันบ้าง? ระหว่าง สิทธิในการติดต่อครอบครัว กับ ความปลอดภัยของกำลังพลทั้งหน่วย ควรให้น้ำหนักไปทางไหนมากกว่ากัน

ข่าวล่าสุด