เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า ปกติแล้วอิหร่านมักประเมินผลการโจมตีได้ยาก เพราะสหรัฐฯ มีมาตรการรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์และยุทธวิธีป้องกันอื่นๆ อยู่แล้ว โดยระบุว่า "อิหร่านทราบดีว่ามีการยิงอาวุธออกไป แต่กองกำลังของพวกเขากลับไม่รู้ว่าอาวุธเหล่านั้นพลาดเป้าไป 50 เมตร ตกกระทบพื้นที่ลานจอดเครื่องบินที่ว่างเปล่า หรือสามารถโจมตีอาคารที่มีผู้คนหนาแน่นได้สำเร็จ" และเสริมว่า "การที่สำนักข่าวต่างๆ เผยแพร่ข้อมูลรายละเอียด คำอธิบาย และบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเป้าหมายที่ถูกโจมตีต่อสาธารณะนั้น เปรียบเสมือนการช่วยอิหร่านประเมินความเสียหายจากการรบ (Battle Damage Assessment) หรือ BDA ให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ"
ลองคิดดูว่า ในยุคที่ใครๆ ก็ถ่ายคลิปแชร์ลงโซเชียลได้ในไม่กี่วินาที ความปลอดภัยของข้อมูลทางทหารจะรักษาไว้ได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนต่างมีกล้องติดตัวตลอดเวลา?
🇯🇴 [จอร์แดน ความกังวลที่ใกล้เข้ามาทุกที]
ประเทศจอร์แดน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านอยู่บ่อยครั้ง มีรายงานว่าทหารบางส่วนได้รับแจ้งแล้วว่า จะมีการยึดโทรศัพท์มือถือในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้อมูลนี้มาจากแหล่งข่าวสองรายที่รับทราบสถานการณ์ ขณะที่แหล่งข่าวรายที่สามระบุว่า มาตรการนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในภาพรวมของภูมิภาค เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นนโยบายที่แน่นอนแล้ว
ด้านร้อยเอกทิมโมธี ฮอว์คกินส์ โฆษกของ CENTCOM ชี้แจงว่า "ข้อความดังกล่าวเป็นการเตือนความจำทั่วไป ถึงกำลังพลของเราเกี่ยวกับความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ นี่เป็นหนึ่งในหลายโอกาสที่พลเรือเอกคูเปอร์ ใช้เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับลำดับความสำคัญในการปฏิบัติงาน"
⚖️ [แรงกดดันจากทุกทิศทาง]
ความขัดแย้งกับอิหร่านซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 18 นาย และบาดเจ็บกว่า 600 นาย สร้างความกังวลเพิ่มขึ้นในหมู่สาธารณชน เพราะสงครามครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
.
สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตได้เรียกร้องขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งรายละเอียดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในฐานทัพต่างๆ และผลการสอบสวนของกองทัพเกี่ยวกับกรณีที่สหรัฐฯ อาจโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอิหร่าน ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์เป็นสำนักข่าวแรกที่รายงานเรื่องนี้ตั้งแต่วันเริ่มต้นสงคราม
📱 [ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ แม้แต่แอปออกกำลังกายก็เป็นความเสี่ยง]
กฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือของทหารที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจ มีความแตกต่างกันไปในแต่ละหน่วยงาน บางภารกิจมีการสั่งห้ามใช้อย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว แต่แหล่งข่าวสองรายระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีการยึดโทรศัพท์เพิ่มเติม ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับครอบครัวของทหาร ซึ่งต่างก็กังวลอยู่แล้วจากกรณีที่อิหร่านกล่าวอ้างว่าสามารถโจมตีเป้าหมายในตะวันออกกลางได้สำเร็จ
ที่จริงแล้ว เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เตือนมานานแล้วว่า แอปพลิเคชันบนมือถือ เช่น อุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย ก็อาจถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์จากข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งเพื่อโจมตีเป้าหมายได้เช่นกัน ก่อนหน้านี้สำนักข่าวรอยเตอร์เคยรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งจากสมาร์ทโฟนทั่วไปที่หาซื้อได้ง่าย ถูกนำไปใช้สอดแนมหรือโจมตีเป้าหมายบุคลากรของสหรัฐฯ มาแล้ว
น่าคิดไม่น้อยว่า เทคโนโลยีที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันอย่างสบายใจ อาจกลายเป็นดาบสองคมได้ในสถานการณ์ที่ต่างออกไป
🛡️ [เพนตากอน ระหว่างความโปร่งใสกับความปลอดภัย]
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน พยายามควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลมาโดยตลอดด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน โดยมักปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอ้างความรับผิดชอบของอิหร่านในการโจมตี หรือให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บแต่ละราย
พลเรือเอกคูเปอร์ยังเน้นย้ำว่า การเปิดเผยรายละเอียดการโจมตีต่อสาธารณะ อาจกระตุ้นให้อิหร่านเปิดฉากโจมตีระลอกที่สองซึ่งรุนแรงกว่าเดิม
❓ ["วัวหายแล้วจึงล้อมคอก" ใช่หรือไม่]
คำถามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตั้งขึ้นมาก็คือ มาตรการนี้จะเรียกได้ว่าเป็น "วัวหายล้อมคอก" (It is too late to lock the stable door after the horse has bolted) หรือไม่ เพราะในเมื่ออิหร่านรู้พิกัดของเป้าหมายไปแล้ว สหรัฐฯ และพันธมิตรอาจทำได้เพียงแค่ "ตั้งรับ" กันต่อไปเท่านั้น
จากเรื่องนี้ ทำให้เห็นว่าในยุคที่ทุกคนกลายเป็น "นักข่าวภาคสนาม" ได้ในพริบตาผ่านมือถือเครื่องเดียว ความปลอดภัยของข้อมูลและชีวิตคน อาจต้องแลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสารที่ลดน้อยลง
แล้วเพื่อนๆ คิดว่าอย่างไรกันบ้าง? ระหว่าง สิทธิในการติดต่อครอบครัว กับ ความปลอดภัยของกำลังพลทั้งหน่วย ควรให้น้ำหนักไปทางไหนมากกว่ากัน