“อนุทิน” สารภาพอะไร กลางวงประชุมปราบโกง เปิดเบื้องหลังประชุม "คตท." นัดแรก
29 ก.ค. 2569 | natthanan_chu

“อนุทิน” สารภาพอะไร กลางวงประชุมปราบโกง เปิดเบื้องหลังประชุม "คตท." นัดแรก เปิด 25 ชุดข้อมูลโปร่งใสแก้คอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
29 ก.ค. 2569 | natthanan_chu

“อนุทิน” สารภาพอะไร กลางวงประชุมปราบโกง เปิดเบื้องหลังประชุม "คตท." นัดแรก เปิด 25 ชุดข้อมูลโปร่งใสแก้คอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม
KEY
POINTS
29 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค หนึ่งในคณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต (คตท.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Torplus Yomnak - ต่อภัสสร์ ยมนาค ได้โพสต์ข้อความว่า
ในบทความของผมเมื่อเดือนที่แล้วเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต (คตท.) ที่นายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นมาใหม่ ผมทิ้งคำถามไว้ว่า คตท. จะเป็นเพียงคณะกรรมการอีกชุด หรือจะเป็นโอกาสรอดจริงของไทย
มติของที่ประชุมเป็นข่าวไปหมดแล้ว ทั้งโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา ที่ตั้งเป้าเห็นผลหน่วยงานนำร่องภายใน 6 เดือน การตั้งคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาสินบน การเตรียมกฎหมายเฉพาะคุมทุจริตการสอบเข้าทำงานท้องถิ่น กลไก 2 ลด 1 เพิ่ม ของ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่ การยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลใน EEC ไปจนถึง 6 ยุทธศาสตร์ Zero Corruption ของ กกร. และเพื่อนไม่ทน ใครยังไม่ได้อ่านลองหาอ่านได้จากข่าวหลายสำนักและเพจ ก.พ.ร. ครับ
แต่มติในกระดาษมันเล่าไม่หมดว่าในห้องคุยอะไรกัน ผมเลยขอบันทึกไว้สัก 6 เรื่อง
ช่วงที่นายกฯ พูดเรื่องนี้ ไม่ได้อ่านจากเอกสารเลยครับ แต่เล่าจากการเดินทางเยือนต่างประเทศของตัวเอง ทั้งยุโรป เอเชีย อเมริกา ว่าไปที่ไหนคำถามที่เจอซ้ำๆ ไม่ใช่แค่เรื่องโอกาสการลงทุน แต่เป็นเรื่องมาตรฐานและความโปร่งใสของระบบไทย ถ้าเราไม่มีมาตรฐานระดับ OECD ไปยืนอยู่เวทีไหนก็ลำบาก
ที่ทำเอาผมไม่คิดว่าจะได้ยินในห้องประชุมแบบนี้ คือนายกฯ ยกประสบการณ์ตัวเองเรื่องการต่อใบอนุญาตนักบิน บินมา 20-30 ปี ยังต้องมาเจอขั้นตอนที่ล่าช้า โดนดึงเรื่องกับตัวเอง คำว่า "ผมโดนมาแล้ว" จากปากหัวหน้ารัฐบาล มันบอกอะไรมากกว่ารายงานสถานการณ์คอร์รัปชันฉบับไหน ๆ
กฎหมายกลางจะเขียนดีแค่ไหน หน่วยงานจำนวนมากก็ยังมีระเบียบภายในของตัวเองเป็นข้ออ้างว่าเปิดไม่ได้ ทำไม่ได้ ผลคือข้อมูลภาครัฐไม่ได้มาตรฐานสากล เชื่อมโยงกันไม่ได้ อยากใช้ AI มาช่วยตรวจสอบก็ทำไม่ได้จริง เรื่องนี้นายกฯ พูดในห้องตรงๆ ว่าต้องเข้าไปทะลวง ไม่ปล่อยให้ระเบียบภายในเป็นเกราะกันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผมเห็นด้วย และจะรอดูว่าจะทะลวงกันอย่างไร
พอนายกฯ พูดเรื่องการเปิดเผยข้อมูลพอดี ผมเลยถือโอกาสนำเสนองานวิจัยของจุฬาฯ และ KRAC ที่ตอบคำถามว่า ถ้าจะเปิดข้อมูลเพื่อป้องกันคอร์รัปชันให้เกิดผลจริง ต้องเปิดอะไรบ้าง คำตอบคืออย่างน้อยที่สุด 25 ชุดข้อมูล งานวิจัยระบุไว้หมดแล้วว่ามีอะไรบ้าง อยู่ที่หน่วยงานไหน สถานะวันนี้เป็นอย่างไร
ทำไมต้องเป็นรายการชุดข้อมูล เพราะมันวัดได้จริงครับ วันนี้เปิดแล้วกี่ชุด เดือนหน้าเพิ่มอีกกี่ชุด เห็นกันจะจะ แถมยังตอบโจทย์เกณฑ์ OECD โดยตรงด้วย
ข่าวรายงานแค่ปลายทางว่าจะมีกฎหมายเฉพาะคุมการทุจริตในการสอบเข้าทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดฐานความผิด มีช่องทางแจ้งเบาะแสอิเล็กทรอนิกส์ แล้วเสนอ ครม. ให้กฤษฎีกายกร่างต่อ แต่บทสนทนาก่อนถึงมตินั้นน่าสนใจกว่า นายกฯ พูดเรื่องการวิ่งเต้นฝากคนเข้าทำงานอย่างตรงไปตรงมาจากเรื่องที่เจอมาเอง และย้ำว่าระบบรับคนของรัฐต้องพิสูจน์ได้ว่าคนเก่งเข้าได้โดยไม่ต้องมีเส้น เมื่อคนที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมากลางวงคือหัวหน้ารัฐบาลเอง กฎหมายที่จะตามมาก็มีลุ้นว่าจะไม่ใช่แค่กระดาษอีกแผ่น
มติเรื่องการยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลในพื้นที่ EEC มีรายงานในเพจ ก.พ.ร. แล้ว แต่มุมที่ผมอยากชวนมองคือ นี่ไม่ใช่แค่โครงการเอาระบบไอทีมาให้บริการ หัวใจของมันคือการทดลองแทนที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วยระบบดิจิทัลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ในพื้นที่จริง กับกระบวนการอนุมัติอนุญาตที่นักลงทุนต้องติดต่อมากที่สุด ถ้าพิสูจน์ได้ว่าลดทั้งเวลา ต้นทุน และช่องโกงไปพร้อมกัน เราจะมีต้นแบบที่เถียงยากไว้ขยายผลทั่วประเทศ และนั่นสำคัญกว่าตัวโครงการเสียอีก
ช่วงท้ายของการประชุม ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เสนอต่อนายกฯ ตรง ๆ ว่า ขอให้นายกฯ ส่งสัญญาณถึงหน่วยงานรัฐทุกแห่ง ให้เปิดใจรับฟังความคิดเห็นและผลสำรวจของภาคเอกชนที่สะท้อนว่าพบปัญหาสินบนมากแค่ไหน โดยไม่ขู่ฟ้องร้องผู้ที่ออกมาเปิดข้อมูล เพราะเมื่อไหร่ที่คนพูดความจริงต้องกลัวถูกฟ้อง ประชาชนก็จะไม่กล้าพูด และเมื่อไม่มีใครกล้าพูด ปัญหาก็ไม่มีทางถูกแก้ได้จริง
ผมประทับใจมากครับ เพราะนี่คือการทำหน้าที่ของภาคประชาสังคมอย่างแท้จริงต่อหน้าผู้มีอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหาร ในบรรยากาศที่ใครๆ ก็อาจเลือกพยักหน้าเห็นด้วยกันไปหมด การมีคนลุกขึ้นพูดว่าอะไรคือเงื่อนไขที่จะทำให้กลไกทั้งหมดนี้ได้ผลจริง สำคัญไม่แพ้มติใด ๆ ในกระดาษ
1. รัฐบาลวาง OECD เป็นแกนกลางของวาระต่อต้านคอร์รัปชัน ทุกมาตรการถูกโยงกลับมาที่มาตรฐานสากลและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่ใช่แค่การไล่จับคนโกง
2. อุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน คือระเบียบภายในของหน่วยงาน ไม่ใช่ตัวกฎหมายกลาง
3. การวัดผลกำลังขยับจากดัชนีความรู้สึก ไปสู่ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น จำนวนชุดข้อมูลเปิดที่เปิดจริง และหน่วยงานต้นแบบที่ปฏิรูปจริง
4. ภาคประชาสังคมในห้องนี้กล้าพูดเงื่อนไขที่จำเป็นต่อหน้าผู้มีอำนาจ ไม่ใช่แค่พยักหน้าตาม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้กลไกนี้มีความหมาย
มติวันนี้ส่วนใหญ่คือการตั้งกลไกเพิ่ม ต้องติดตามดูต่อว่ากลไกเหล่านี้จะส่งงานจริงกลับมา หรือจะเพิ่มชั้นการประสานงานเข้าไปอีกชั้น
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่าผมมองโลกสวยเกินไป พาทุกฝ่ายมานั่งคุยกันในรูปแบบคณะกรรมการ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างนั้นหรือ ต้องเรียนตามตรงว่าผมเองก็ไม่ได้เชื่อแบบนั้นครับ กลไกคณะกรรมการมีข้อจำกัดในตัวมันเอง ทั้งช้า ทั้งยุ่งยาก กว่าจะนัดประชุมได้แต่ละครั้งต้องรอเวลาของคนหลายสิบคน มติแต่ละข้อก็มักจบที่การตั้งอนุกรรมการไปศึกษาต่ออีกหลายชั้น
และเหตุที่ประเทศไทยต้องพึ่งกรรมการลักษณะนี้บ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบต่อต้านคอร์รัปชันของเรามีหน่วยงานทำงานซ้อนกันอยู่มาก มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายสิบฉบับ จนแทบไม่มีใครขยับอะไรได้โดยไม่ต้องประสานกับอีกหลายหน่วย พูดให้ถึงที่สุด การที่เราต้องตั้ง "กรรมการประสานงาน" ขึ้นมา ก็เป็นอาการหนึ่งของโรคที่เรากำลังพยายามรักษานั่นเองครับ
ต้องติดตามต่อว่า คตท. จะสามารถสร้างระบบถาวรที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง จนวันหนึ่งประเทศนี้ไม่จำเป็นต้องมีกรรมการชุดนี้อีกหรือไม่ ผมจะติดตามและนำมาเล่าสู่กันฟังต่อครับ
ภาพและข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก Torplus Yomnak - ต่อภัสสร์ ยมนาค