ส่วนกรณีที่ กกต. ตีตกคำร้องของตน เกี่ยวกับคุณสมบัตินายพิธา ที่ยังถือหุ้นไอทีวีอยู่นั้น ส่วนตัวยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กกต. ก็กำลังรอพิจารณาเหตุผลอยู่เหมือนกัน แต่การตีตกคำร้องก็ไม่ได้แปลว่า นายพิธา จะรอดเรื่องหุ้นไอทีวี เพราะ กกต.ตีตกคำร้องในแง่ที่ว่า พ้นระยะเวลาส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยเท่านั้น ซึ่งต้องส่งก่อนเลือกตั้ง แต่ตอนนี้ กกต.ตั้งแท่นดำเนินคดีอาญา ตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 151 จึงแสดงให้เห็นว่า กกต.เชื่อเองว่า นายพิธา ไม่มีคุณสมบัติลงสมัคร ส.ส. และรู้ตัวเองตั้งแต่ต้น แต่ยังฝืนลงสมัคร ซึ่งในความเห็นของตน ถือว่าหนักกว่าคำร้องที่ตนยื่นไปด้วยซ้ำ
"ผมฝากถึงหลายคนที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ แสดงความดีใจจนออกนอกหน้าเกี่ยวกับเรื่องหุ้นนายพิธา ว่าควรศึกษาข้อกฎหมาย และเอกสารหลักฐานอื่นๆ ให้รอบคอบ เพราะหลักฐานไม่ได้มีแค่บันทึกการประชุมเพียงแผ่นเดียว แต่ก็ไม่ได้ขัดข้องหากใครจะดีใจ ก็ถือเป็นความหวังอีกเฮือกหนึ่งของผู้สนับสนุนนายพิธา แต่ผมอยากขอให้ดูเรื่องนี้ยาวๆ" นายเรืองไกร ระบุ