ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่า ตนนำเงินที่ค้ายาเสพติดมาฟอกผ่านการธุรกิจจำหน่ายระหว่างไทยกับเมียนมานั้น “นายอุปกิต” ชี้แจงว่า คงไม่มีใครคิดนำเงินค่าไฟฟ้าที่ถูกกฎหมาย ไปเปลี่ยนให้เป็นเงินผิดกฎหมาย เพื่อไปฟอกผ่านการโอนเงินจ่ายค่าไฟฟ้า จึงยืนยันว่า ไม่ได้นำไปฟอกกับคนโอนเงินเพื่อจ่ายค่าไฟฟ้า
ขณะที่คดีของ “นายทุนมินลัต” ก็ยังไม่ได้สิ้นสุดกระบวนการยุติธรรม กลับนำคดีนี้มาปั่นกระแสเพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยที่ตนไม่มีโอกาสที่จะชี้แจงหรือรักษาสิทธิ์ตนเอง จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า มีทฤษฎีสมคบคิดหรือไม่
และ “พ.ต.ท.มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์” สารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลพญาไท มีความสัมพันธ์กับ “พรรคก้าวไกล” หรือไม่ พร้อมกันนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามปั้นหลักฐานต่างๆ ไปฟ้องต่อศาล ผ่านกระบวนการที่มีความเชื่อมโยงกันจากหลายฝ่าย ทั้งนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว นักการเมือง สื่อมวลชน และตำรวจ
และมีข้อสงสัยว่า มีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า เพราะการเผยแพร่เอกสารหลุดจาก “พ.ต.ท.มานะพงษ์” และพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามขั้วรัฐบาลออกมาโหนกระแส ตนและครอบครัวจึงขอความเป็นธรรม เพราะตนและครอบครัวตกเป็นเหยื่อทางการเมือง ใช้ประโยชน์เพื่อการหาเสียง ตนยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครก้าวก่ายและแทรกแซงได้ โดยเฉพาะตนเอง
“นายอุปกิต” เปิดเผยอีกว่า วันนี้ ตนเองและทนายความจะเดินทางไปยื่นฟ้อง “พ.ต.ท.มานะพงษ์” และผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบในวันนี้ (17 มี.ค.)
สำหรับสื่อมวลชนที่ได้ฟ้องแล้ว และกำลังจะยื่นฟ้อง เนื่องจากทำให้ตนเสียหาย ทั้งที่ยังไม่มีการตัดสินว่าตนผิด ดังนั้น ใครที่ล้ำเส้นตน กล่าวหาตน ตนจะปกป้องสิทธิด้วยการฟ้อง หากตนชนะคดีเหล่านี้ ขอบริจาคเงินให้การกุศลทั้งหมด เพราะตนต้องการเพียงกอบกู้ชื่อเสียงและเกียรติยศของตน
หลังการแถลงเสร็จสิ้น “นายอุปกิต” ได้ยกมือพนมพร้อมกล่าวสาบานทั้งน้ำตาว่า “ผมขอสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในสากลโลก ผมและครอบครัวไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจยาเสพติดอย่างที่โดนกล่าวหา ไม่คิดจะทำ และไม่มีวันทำ แต่หากใครใส่ร้ายกล่าวหาผมและครอบครัว ขอให้ท่านเหล่านั้นและครอบครัวประสบความวิบัติและมีอันเป็นไป”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า “นายชาคริส กาจกำจรเดช” คือใคร “นายอุปกิต” กล่าวว่า “นายชาคริส” คือคนที่เคยเช่าอัลลัวร์ และเป็นหุ้นส่วน 15%ของอัลลัวร์เมื่อก่อนที่ตนเคยทำอยู่
และตนยอมรับว่า เป็นความสะเพร่าของตน เพราะตนจะขายให้กับ “นายชาคริส” ก่อนมารับตำแหน่ง ส.ว. ขณะเดียวกัน การถือหุ้นไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ไม่อยากให้มีข้อครหา แต่ปรากฎว่า สัญญาเป็นโมฆะ จึงโอนให้กับ “ลูกเขย” จากนั้นได้ขายให้กับ “นายเอ็ดดี้ พันณรงค์” เป็นเงินสดที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งตนก็ไม่รู้เบื้องหลังว่าเงินดังกล่าวมาจากส่วนไหน
พร้อมชี้แจงว่าการแจ้งบัญชีทรัพยืานตอนเข้ารับตำแหน่ง ส.ว.แจ้งไว้ว่าจะขาย แต่ช่วงเป็น ส.ว.ไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ตนจึงตั้งใจว่าจะยื่นชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหลังพ้นจากตำแหน่ง ส.ว. ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก
“นายอุปกิต” ยังยืนยันอีกว่า ตึกที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น “นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ติดต่อขอเช่าโดยแจ้งว่า ใช้เป็นออฟฟิศส่วนตัว ยืนยันว่า ได้ทำสัญญาเช่าถูกต้องตามกฎหมายมาปีกว่า ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งตนไม่ทราบมาก่อนว่า จะเปลี่ยนเป็นที่ทำการพรรค
พร้อมยินดีให้ตรวจสอบสัญญาเช่าและย้ำว่า ไม่ได้รู้จัก “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการส่วนตัว แต่คิดว่า ที่ถูกได้รับเลือกให้เป็น ส.ว.เพราะมีความชำนาญด้านการต่างประเทศและการไฟฟ้า โดยยืนยันได้ว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้สนับสนุน “พรรครวมไทยสร้างชาติ” อย่างที่ถูกกล่าวหา ดังนั้น จึงตั้งข้อสังเกตได้ว่า ตนเองตกเป็นเหยื่อทางการเมืองอย่างแน่นอน