เนชั่นทีวี

การเมือง

ทิศทางเลือกตั้ง 66 "เวลาเปลี่ยน-คนเปลี่ยน"

08 มี.ค. 2566 | chairat_pat

ทิศทางเลือกตั้ง 66 "เวลาเปลี่ยน-คนเปลี่ยน"

การเลือกตั้ง 66 เชื่อว่าหลายฝ่ายคงทราบดีถึงอย่างไรก็ไม่เหมือนการเลือกตั้งปี 62 แต่หลายคนก็ยังมีความเชื่อ เพราะไม่ว่าผลของการเลือกตั้ง จะออกมาแบบไหนก็ตาม ก็น่าจะได้ "นายกฯคนเดิม" เพราะโจทย์ประเทศใหญ่ที่สุด ก็ยังเป็นโจทย์เดิม 

แต่หากมองในมุมของนักวิจัย ทั้งในแง่ของการสำรวจความคิดเห็น หรือความนิยมแล้ว และนำข้อมูลมาสังเคราะห์อย่างเป็นระบบแล้ว จะพบว่า โจทย์การเลือกตั้งรอบนี้เปลี่ยนแปลงไปจากปี 62 อย่างมาก และโจทย์ของประเทศก็เปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้นจึงยากให้ผลการเลือกตั้งจะออกมาแบบเดิม

 

แต่แน่นอนว่า ในเกมอำนาจย่อมมีการ "บังคับวิถี" เพื่อให้ฝ่ายตนได้ประโยชน์สูงสุด นั่นก็คือ "กลยุทธ์ฉุดคะแนน" คู่ต่อสู้ลงให้จมดิน แล้วดีดตัวเองขึ้น ซึ่งบางคนอาจรู้จักในคำว่า "วิชามาร" 

 

ทิศทางเลือกตั้ง 66 "เวลาเปลี่ยน-คนเปลี่ยน"

 

โดย "ดร.ถวิลวดี บุรีกุล" รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า (ปัจจุบันก็น่าจะยังรักษาการอยู่) เคยได้ทำสำรวจประเด็นต่างๆ ที่เกริ่นไว้นั้น ต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี และมีการนำไปสังเคราะห์ นำเสนอในวงประชุมนานาชาติ ระดับภูมิภาค และอาเซียนด้วย ภายใต้โครงการที่ขอเรียกง่ายๆ ว่า "บารอมิเตอร์ วัดประชาธิปไตย"

 

ด้วยเหตุนี้เอง ทีมของ อ.ถวิลวดี จึงมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของความคิด ความเห็น อารมณ์และปฏิกิริยาของผู้คนในสังคม ซึ่งแน่นอนว่าสามารถนำมาวิเคราะห์การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ได้ และอาจมีคำตอบว่า ใคร? จะเป็นรัฐบาลชุดต่อไป คนใหม่ หรือ คนเดิม 

ข้อมูลชุดแรก เป็นเรื่อง "ความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมือง จำแนกตามภาค" 

 

ซึ่งความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมือง ก็จะแปรเป็นคะแนนที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองนั้น แม้จะไม่ทั้งหมด เพราะบางทีเป็นการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ = โอกาสของความผันแปร แต่จะทำให้มองเห็นทิศทางที่เปลี่ยนไปได้ 

 

โดยได้เน้นเฉพาะไปยังการเลือกตั้งปี 62 กับการสำรวจล่าสุดเมื่อปลายปี 65 โดยของปี 62 เป็นการสำรวจก่อนเลือกตั้ง 

 

ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

 

ปี 2562

 

กรุงเทพมหานคร 

 

อันดับ 1 พรรคพลังประชารัฐ

 

อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 3 พรรคประชาธิปัตย์

 

อันดับ 4 พรรคอนาคตใหม่

 

อันดับ 5 พรรคภูมิใจไทย 

 

แต่เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งจริง พลังประชารัฐเป็นแชมป์ กทม. ถึง 12 ที่นั่ง เพื่อไทย เป็นรองแชมป์ 9 ที่นั่ง ส่วนปัจจัยผันแปรที่เหนือความคาดหมาย คือ อนาคตใหม่ได้เท่ากับเพื่อไทย จำนวน 9 ที่นั่ง สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสของ First Voter และกระแสอยากลองของใหม่ ซึ่งอยู่เหนือการคาดการณ์ และปัจจัยการยุบพรรคไทยรักษาชาติ 

 

ส่วนประชาธิปัตย์ ไม่ได้ ส.ส.เลย เพราะคำประกาศของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่จะไม่สนับสนุน "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ทำให้คนกรุงเทพฯจำนวนมากเวลานั้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่กลัว "ทักษิณ ชินวัตร" กลับมา ไปเทคะแนนให้ "พล.อ.ประยุทธ์" ในนามพรรคพลังประชารัฐ 

 

 

ภาคกลาง

 

อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 2 พรรคพลังประขารัฐ

 

อันดับ 3 พรรคประชาธิปัตย์

 

อันดับ 4 พรรคอนาคตใหม่

 

อันดับ 5 พรรคภูมิใจไทย 

 

ซึ่งผลการเลือกตั้งจริง ออกมาใกล้เคียง คือ อันดับ 1 เป็นพลังประชารัฐ 40 ที่นั่ง อันดับ 2 เพื่อไทย 16 ที่นั่ง อันดับ 3 อนาคตใหม่ 15 ที่นั่ง อันดับ 4 ภูมิใจไทย 14 ที่นั่ง และอันดับ 5 ประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง 

 

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดการผันแปร กรณีของ พลังประชารัฐ กับภูมิใจไทย ได้ ส.ส.มากกว่าที่คาด คือ "กลุ่มบ้านใหญ่" กลับมาแข็งแกร่ง อีกทั้ง ยังมีกติกาบัตรใบเดียว บวกกับกระแสพรรคไม่โดดเด่น ส่วนปัจจัยผันแปรของอนาคตใหม่ กับประชาธิปัตย์ เหมือนกับ กทม. 

 

ภาคเหนือ

 

อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 2 พรรคพลังประชารัฐ

 

อันดับ 3 พรรคประชาธิปัตย์

 

อันดับ 4 พรรคอนาคตใหม่

 

อันดับ 5 พรรคภูมิใจไทย 

 

โดยผลการเลือกตั้งจริง ตรงตามผลสำรวจเกือบหมด คือ เพื่อไทย 27 ที่นั่ง พลังประชารัฐ 21 ที่นั่งอนาคตใหม่ 6 ที่นั่ง ภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ ได้พรรคละ 1 ที่นั่ง ซึ่งปัจจัยผันแปรของประชาธิปัตย์ ไม่ตรงกับโพล ยังคล้ายกับภูมิภาคอื่น คือ คำประกาศของ "อภิสิทธิ์" ทำให้สูญเสียคะแนนกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มไม่เอาทักษิณไป

 

ภาคอีสาน

 

อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 2 พรรคอนาคตใหม่

 

อันดับ 3 พรรคพลังประชารัฐ

 

อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย

 

อันดับ 5 พรรคประชาธิปัตย์ 

 

ผลการเลือกตั้งจริง ตรงตามผลสำรวจเกือบทั้งหมด คือ เพื่อไทย 84 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 16 ที่นั่ง พลังประชารัฐ 11 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 2 ที่นั่ง อนาคตใหม่ 1 ที่นั่ง ปัจจัยผันแปร อนาคตใหม่ไม่มีระบบหัวคะแนนที่แข็งแกร่ง ซึ่งสำคัญมากในภาคอีสาน และกติกาบัตรใบเดียว ทำให้คนอีสานไม่รู้จะแบ่งคะแนนให้อย่างไร แม้อยากเลือก แต่ก็ต้องใส่ให้เพื่อไทย เพราะอยากให้เพื่อไทยเป็นรัฐบาล ซึ่งเพื่อไทยมีโอกาสมากกว่า ส่วนภูมิใจไทย กับพลังประชารัฐ แค่สลับอันดับกันเล็กน้อย ไม่ถือเป็นนัยสำคัญ 

 

ภาคใต้

 

อันดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์

 

อันดับ 2 พรรคพลังประขารัฐ

 

อันดับ 3 พรรคอนาคตใหม่

 

อันดับ 4 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 5 พรรคภูมิใจไทย 

 

ผลการเลือกตั้งจริง ตรงกับผลสำรวจเกือบทั้งหมด เพราะประชาธิปัตย์มาเป็นอันดับ 1 ได้ 22 ที่นั่ง ตามด้วยพลังประชารัฐ 13 ที่นั่ง แต่ที่กระโดดขึ้นมา คือ ภูมิใจไทย 8 ที่นั่ง ส่วนเพื่อไทย กับอนาคตใหม่ ไม่ได้เลย 

 

ดังนั้น เพื่อไทยไม่ผิดคาด แถมยังส่ง ส.ส.ไม่ครบทุกเขต เนื่องจากสับหลีกให้ไทยรักษาชาติ ส่วนอนาคตใหม่ ผิดคาดเพราะปัจจัยเรื่องบัตรใบเดียว ทำให้คล้ายอีสาน ส่วนภูมิใจไทย ดีขึ้นผิดคาด เพราะมีแม่ทัพภาคใต้ชัดเจน และมีบารมีในพื้นที่ คือ ตระกูล "รัชกิจประการ" 

 

ทิศทางเลือกตั้ง 66 "เวลาเปลี่ยน-คนเปลี่ยน"

 

สำหรับการสำรวจและการสังเคราะห์เมื่อปลายปี 65 

 

กรุงเทพมหานคร

 

อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 2 พรรคก้าวไกล

 

อันดับ 3 พรรคประชาธิปัย์

 

อันดับ 4 พรรคพลังประชารัฐ

 

อันดับ5 พรรคภูมิใจไทย

 

อันดับ 6 พรรคเสรีรวมไทย 

 

ภาคกลาง

 

อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 2 พรรคก้าวไกล

 

อันดับ 3 พรรคประชาธิปัย์

 

อันดับ 4 พรรคพลังประชารัฐ

 

อันดับ5 พรรคภูมิใจไทย

 

อันดับ 6 พรรคเพื่อชาติ 

 

ภาคเหนือ

 

อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 2 พรรคก้าวไกล

 

อันดับ 3 พรรคประชาธิปัย์

 

อันดับ 4 พรรคพลังประชารัฐ

 

อันดับ 5 พรรคเพื่อชาติ

 

อันดับ 6 พรรคภูมิใจไทย 

 

สำหรับพรรคเพื่อชาติ ปัจจุบันกลายเป็นพรรคของตระกูล "ติยะไพรัช" ซึ่งมีฐานเสียงสำคัญในภาคเหนือ โดยเฉพาะ จ.เชียงราย 

 

ภาคอีสาน

 

อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 2 พรรคก้าวไกล

 

อันดับ 3 พรรคเสรีรวมไทย

 

อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย

 

อันดับ5 พรรคประชาธิปัตย์

 

อันดับ 6 พรรคพลังประชารัฐ 

 

ภาคใต้

 

อันดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์

 

อันดับ 2 พรรคพลังประชารัฐ

 

อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย

 

อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย

 

อันดับ 5 พรรคก้าวไกล

 

อันดับ 6 พรรครวมพลังประชาชาติไทย 

 

ทั้งนี้ การสำรวจทำก่อนมีพรรครวมไทยสร้างชาติ ทำให้คะแนนพลังประชารัฐจึงยังมาอันดับ 2 แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันประชาธิปัตย์แซงหน้าสำหรับพื้นที่ ส่วนเพื่อไทย กระแสดีเรื่องแก้เศรษฐกิจ ทำให้ดูดีกว่าภูมิใจไทย โดยเฉพาะในเมืองเศรษฐกิจต่างๆ ของภาคใต้ ส่วนรวมพลังประชาชาติไทย ขณะสำรวจยังมีบทบาททางการเมืองอยู่ 

 

ส่วนคำถาม "พรรคลุงตู่" อยู่ตรงไหนในผลสำรวจนี้ โดย อ.ถวิลวดี บอกว่า ขณะทำข้อมูลชุดนี้ ยังไม่มีพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ได้อัปเดตข้อมูลใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย แต่ทิศทางที่เห็น คือ  คะแนนและลำดับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรวมไทยสร้างชาติ ใกล้เคียงกับประชาธิปัตย์ 

 

สำหรับเหตุผลที่ รทสช. มีความเชื่อมั่นใกล้เคียงกับประชาธิปัตย์

 

-คนประชาธิปัตย์ย้ายไปรวมไทยสร้างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแกนหลักของพรรค 

 

-ฐานเสียงหลักกลุ่มเดียวกัน ใกล้เคียงกัน คือ อนุรักษ์นิยม และภาคใต้ คนใต้ 

 

ทว่า ความต่าง คือ ประชาธิปัตย์ คะแนนพรรค ดีกว่าคะแนนหัวหน้าจุรินทร์ ส่วนรวมไทยสร้างชาติ คะแนน "ลุงตู่" ดีกว่าคะแนนพรรค 

 

-เฉพาะใน กทม. แนวทางการต่อสู้ของประชาธิปัตย์ คือ ต้องดึง "อภิสิทธิ์" กลับมาช่วยพรรค และมีบทบาทระดับหนึ่ง จริงๆ เพราะคะแนนความเชื่อมั่นตัว "อภิสิทธิ์" ยังสูงอยู่ ทั้งในปี 62 และปี 65 แต่ปี 62 ที่ผลเลือกตั้งผิดคาด เพราะการประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ฝ่ายไม่เอาทักษิณ ต้องเทคะแนนให้พลังประชารัฐ​ ที่มี "ลุงตู่" เวลานั้น

 

แต่ปัจจุบัน กระแสไม่เอา "ลุงตู่" ใน กทม. มีพอสมควร "ประชาธิปัตย์" จึงควรให้บทบาทคุณอภิสิทธิ์กลับมาช่วยพรรค 

ข่าวล่าสุด