ในการแยกออกไปอยู่พรรคใหม่ของ “บิ๊กตู่” จะมีคำอธิบายแบบโลกสวยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มแนวร่วม เพิ่มจำนวน ส.ส. ในการเลือกตั้ง เพราะยังไงๆ “พลังประชารัฐ” กับ “รวมไทยสร้างชาติ” ก็เปรียบได้ดังพรรคพี่ พรรคน้อง เป็นการแยกกันเดิน แล้วร่วมกันตี เพื่อรักษาอำนาจของฝั่งอนุรักษ์นิยมให้คงอยู่ต่อไป
แต่ใน “สมการทางการเมือง” มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะกลับกลายเป็นการแย่งฐานเสียงกันเองอย่างอุตลุด จนเกิดเหตุการณ์ดูดไป-ดูดกลับ (ส.ส.) ระหว่างทั้งสองพรรค ยิ่งตอนเลือกตั้งก็มีแนวโน้มว่าจะเกิดการตัดคะแนนกันในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ ส.ส.ของ “พลังประชารัฐ” ลดจำนวนลงฮวบฮาบ ในขณะที่ “รวมไทยสร้างชาติ” มีแนวโน้มได้ ส.ส. ไม่มากนักตามที่หมายมั่นไว้
และยิ่งนานวันก็ยิ่งจะเห็นการห่ำหั่นของทั้งสองพรรคหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ที่ “บิ๊กป้อม” รุกหนัก ลงพื้นที่ปาดหน้า “บิ๊กตู่” แบบถี่ยิบ อีกทั้งยังช่วงชิงความได้เปรียบ ประกาศนโยบายเพิ่มวงเงินบัตรประชารัฐ จนทำให้ฉายา “ป้อม 700” ดังกระหึ่ม
ภาพที่ปรากฏออกมาจึงเป็นการแข่งขันของพี่น้อง 2 ป. เป็นศึกสายเลือดที่รบรากันเอง ซึ่งหากพิจารณาจากการเดินหมากของ “พลังประชารัฐ” ก็มีแนวโน้มว่า ได้มอง “รวมไทยสร้างชาติ” เป็นคู่ต่อสู้หมายเลข 1 ในการเลือกตั้งครั้งใหม่
เมื่อสถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ทำให้เดาผลการเลือกตั้งได้ไม่ยาก แต่หากพูดถึงการปรับตัวให้อยู่รอดต่อไปได้ ก็ต้องให้ราคาพี่ใหญ่สูงกว่าน้องเล็ก เพราะเลือกวิธีเดินเกมให้พรรคตัวเองได้เป็นรัฐบาล 100 % ในขณะที่ “บิ๊กตู่” ยังคงฝันถึงการเป็นนายกฯ สมัยที่ 3 แต่ “รวมไทยสร้างชาติ” ก็ยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงกึ๋นและความเก๋าในการวางกลยุทธ์ ที่จะผลักดันให้ “บิ๊กตู่” ถึงฝั่งฝันได้เลย
“ศึกใน” พรรคเพื่อไทย
คราวนี้ เราลองมาดูในฟากฝั่งของ “เพื่อไทย” นั่นก็คือ ความไม่พอใจของกลุ่มคนเสื้อแดงในหลายพื้นที่ ที่กำลังเขย่าพรรคอยู่ในเวลานี้ ที่อาจกลายเป็น “ศึกใน” ส่งผลกระทบกับยุทธศาสตร์แลนสไลด์ทั้งแผ่นดิน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า “มวลชนคนเสื้อแดง” คือฐานเสียงอันทรงพลัง หากคุมสถานการณ์ไม่อยู่ กระแสความน้อยเนื้อต่ำใจลุกลามบานปลาย ก็จะทำให้ “พรรคเพื่อไทย” สูญเสียแนวร่วมจำนวนมหาศาล !
ซึ่งมูลเหตุสำคัญก็เนื่องมาจากการวางตัว “ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต” ที่แกนนำคนเสื้อแดงในหลายพื้นที่ไม่ได้รับการพิจารณา หนำซ้ำ “ว่าที่ผู้สมัคร” หลายคนที่ได้รับการคัดเลือก เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ “พรรคเพื่อไทย” มาก่อน แต่คนที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ เอาชีวิตเข้าเสี่ยงช่วงชุมนุมทางการเมือง กลับไม่ได้รับการเหลียวแล อันเนื่องมาจากแกนนำพรรค “เห็นขี้ดีกว่าไส้”
แต่เรื่องการคัดเลือก “ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต” ถ้าว่ากันแบบไม่เพ้อฝัน ก็ต้องเข้าใจทาง “พรรคเพื่อไทย” ที่ต้องเน้นเลือกคนที่มีโอกาสชนะ ซึ่งปัญหานี้คาดว่า “เพื่อไทย” ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือไว้ในระดับหนึ่งแล้ว โดยการมอบบทบาทที่โดดเด่นให้กับ “เดอะเต้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ในฐานะผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ทั้งในการแถลงข่าว ลงพื้นที่ รวมถึงการปราศรัยในหลายๆ เวทีใหญ่ และในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้ให้ “ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.” ที่ย้ายขั้ว ออกมาแถลงขออภัยต่อบทบาททางการเมืองในอดีต เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับมวลชนคนเสื้อแดง
แต่ในระหว่างที่ “เพื่อไทย” พยายามควบคุมสถานการณ์ “เดอะตู่ จตุพร พรหมพันธุ์” อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ก็ได้ออกมาถล่ม “พี่โทนี่ ทักษิณ ชินวัตร” อย่างรุนแรงและถี่ยิบ ตามสไตล์สายฮาร์ดคอร์ พร้อมดักทางท้าทายให้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “จะไม่จับมือบิ๊กป้อม ตั้งรัฐบาล”
ซึ่งด้วยข้อมูลเชิงลึกในฐานะอดีตคนสนิท และบุคลิกที่ดุดันในระดับเคยปลุกม็อบเรือนแสนให้ลุกฮือมาแล้ว ทำให้ประเด็นต่างๆ ของ “เดอะตู่” ที่พาดพิงคนแดนไกล กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ และถูกตั้งข้องสงสัยว่า ด้วยจังหวะการผสมโรงขณะ “เพื่อไทย” กำลังระส่ำจากฤทธิ์มวลชนคนเสื้อแดง เป็นการเดินหมากเพื่อสกัดยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์ ?
ในส่วนของพรรคเพื่อไทย คาดว่า จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามบานปลายได้ แต่ในกรณีของ “3 ป.” ที่เป็น “ศึกใน” ในระดับ “ศึกสายเลือด” ก็ทำให้นึกถึงคำโบราณที่ว่า “สนิมเหล็ก เกิดแต่เนื้อในตน” โดยสิ่งที่ทำให้เหล็กกล้าที่แข็งแกร่ง ต้องผุกร่อน หาใช่อะไรอื่น แต่ก็คือ “เนื้อของเหล็ก” นั่นเอง