การเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้ แต่ละพรรคได้วางหมากกลอย่างซับซ้อน มีทั้งยุทธศาสตร์หลักและแผนสำรอง เพื่อให้มั่นใจว่า พรรคตัวเองจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งถ้าโฟกัสไปที่ 3 พรรคหลักที่อยู่ในกระแส ได้แก่ “พรรคเพื่อไทย” , “พรรคพลังประชารัฐ” และ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ที่มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันไป ก็ต้องอาศัยชั้นเชิงเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างดุดือด โดยมีเดิมพันคือการได้เป็นรัฐบาล
พรรคเพื่อไทย
สำหรับ “พรรคเพื่อไทย” ยุทธศาสตร์หลักที่วางไว้ ก็คือการแลนด์สไลด์ให้ได้ ส.ส. 250 คนขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่า ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแน่ๆ แต่ก็จำเป็นต้องมี “แผนสำรอง” หรือ “แผนสอง” เตรียมไว้ เพราะถึงแม้ได้จำนวน ส.ส. มากที่สุด แต่หากไม่สามารถชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็มีโอกาสกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านไปอีกสมัย ซ้ำรอยการเลือกตั้งปี 2562
ซึ่งแผนสำรองของ “พรรคเพื่อไทย” ก็ไปลงล็อกกับยุทธศาสตร์ของ “พลังประชารัฐ” อย่างประจวบเหมาะ และสอดคล้องกับข่าวสะพัดดีลลับระหว่าง 2 พรรค อย่างบังเอิ๊ญบังเอิญ โดยอาศัยบารมีของ “บิ๊กป้อม” ในกลุ่ม ส.ว. จำนวนหนึ่ง ที่ยังมีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯ ก็มีแนวโน้มว่า เราอาจจะเห็นสูตรจัดตั้งรัฐบาล "เพื่อไทย + พลังประชารัฐ" ฯลฯ ในกรณีที่แผนแรกไม่บรรลุเป้าหมาย
หรือแม้แต่แผนแรกบรรลุผลสำเร็จ แต่สูตร "เพื่อไทย + พลังประชารัฐ" ก็ยังมีโอกาสเกิดได้ เพื่อดึงเสียง ส.ว. จำนวนหนึ่งไว้ในขั้วของตัวเอง เพราะถ้าปล่อยให้ "พลังประชารัฐ + รวมไทยสร้างชาติ" แม้ทั้งสองพรรคอาจได้ ส.ส. จำนวนไม่มาก แต่เมื่อบิ๊กป้อมกับบิ๊กตู่ผลึกกำลังกัน ก็มีแนวโน้มว่า เสียง ส.ว. เกือบทั้งหมดจะเทคะแนนมาให้ เมื่อบวกกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กๆ ก็มีโอกาสได้เสียงสนับสนุนเกิน 375 ของทั้งสองสภา (ส.ส. และ ส.ว) ทำให้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลไปในท้ายที่สุด