ต้องรวมเสียงจากพรรคต่างๆ ให้ได้เกิน 250 เสียง
แม้ ส.ว. ยังมีสิทธิ์เลือกนายกฯ และสมมติว่า เทคะแนนโหวตให้บิ๊กตู่อย่างท่วมท้น แต่ถ้าพรรครวมไทยสร้างชาติ รวบรวมเสียง ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ ได้ไม่ถึง 250 เสียง หรือได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ ส.ส.ทั้งหมด (500 คน) หากดึงดันตั้งรัฐบาล ก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งจะมีปัญหาและอุปสรรคมากมายในการบริหารประเทศ ทั้งการโหวตกฏหมายที่สำคัญ รวมถึงการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ดังนั้นแล้ว ถ้าต้องการส่งบิ๊กตู่ให้ถึงฝั่งฝัน เป็นนายกฯ สมัยที่ 3 อย่างเท่ๆ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ต้องรวบรวมเสียง ส.ส. จากพรรคต่างๆ ให้ได้เกิน 250 เสียงไว้ก่อน ดังจะเห็นได้จากการจัดตั้งรัฐบาล ปี 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐใช้โปรโมชั่นเอาใจพรรคต่างๆ อย่างสุดๆ จนกระทั่งได้เสียงสนันสนุนจาก ส.ส.เกินครึ่ง แล้วจึงค่อยเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกฯ ทั้งๆ ที่มีเสียง ส.ว. ตุนอยู่ 250 เสียงแล้วก็ตามที
พรรคเพื่อไทย ต้องไม่แลนด์สไลด์
ย้อนไปในการเลือกตั้ง ปี 2562 กติกาบัตรใบเดียว เอื้อพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก เพื่อสกัดไม่ให้พรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ได้ พรรคเพื่อไทยจึงใช้กลยุทธ์แตกแบงก์พัน สร้างพรรคเครือข่ายขึ้นมา
แต่เมื่อพรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบก่อนวันเลือกตั้ง ทำให้เสียงที่ควรจะได้ หายไปไม่ใช่น้อยๆ (พรรคเพื่อไทย ส่งผู้สมัคร ส.ส. ไม่ครบทุกเขต เลี่ยงตัดคะแนนกันเองกับพรรคเครือข่าย) ถึงกระนั้นก็ตามที พรรคเพื่อไทยก็ยังได้ ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้เปลี่ยนกติกาใหม่เป็นบัตร 2 ใบ หาร 100 ค่อนข้างเอื้อพรรคใหญ่ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ทำให้ทางพรรคทุ่มกำลังอย่างเต็มอัตราศึก หวังแลนด์สไลด์ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็จะปิดประตูการเป็นนายกฯ ของบิ๊กตู่ทันที
แต่การที่พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นักในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้แต่ทางพรรคยังประเมินว่า น่าจะได้ ส.ส. ราว 220 คน ดังนั้นงานหนักของพรรครวมไทยสร้างชาติ จะต้องได้ ส.ส.ของตัวเองไม่ต่ำกว่า 100 ก่อนพยายามรวบรวมเสียงจากพรรคต่างๆ ให้ได้เกิน 250 เสียง จึงจะสามารถสานฝันให้บิ๊กตู่เป็นนายกฯ ในสมัยที่ 3 ได้อย่างสมใจหวัง