"สรรเพชญ" ลุยขุดคลอง ร.1-อู่ตะเภา ของบกลางแก้น้ำท่วมสงขลา
11 ก.ค. 2569 | titayu_pur

"สรรเพชญ บุญญามณี" ลงพื้นที่สงขลา เร่งแผนขุดลอกคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา เปิดทางน้ำช่วงปลายน้ำ ดันงบกลางแก้จุดวิกฤตด่วน ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ซ้ำรอย
ข่าว
11 ก.ค. 2569 | titayu_pur

"สรรเพชญ บุญญามณี" ลงพื้นที่สงขลา เร่งแผนขุดลอกคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา เปิดทางน้ำช่วงปลายน้ำ ดันงบกลางแก้จุดวิกฤตด่วน ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ซ้ำรอย
KEY
POINTS
11 กรกฎาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อำเภอบางกล่ำ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเร่งรัดแผนการขุดลอกคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา หลังพบปัญหาร่องน้ำตื้นเขิน วิกฤตสะสมตะกอนดินหนาแน่น จนประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง โดยเตรียมผลักดันเสนอ ของบกลาง เร่งด่วนสัปดาห์หน้าเพื่อเปิดทางน้ำทั้งระบบ หวังช่วยระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาและป้องกันปัญหา น้ำท่วมสงขลา ซ้ำรอยเดิมก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมปีนี้
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามสภาพร่องน้ำตื้นเขินบริเวณคลอง ร.1 อำเภอบางกล่ำ และคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเร่งติดตามแผนการขุดลอกลำน้ำ และเตรียมความพร้อมรับฤดูมรสุม โดยมีผู้บริหารกรมเจ้าท่า ได้แก่ นายอารีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4, นายภาณุ ภาศักดี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 4, นายหิรัญวัตติ์ สืบกระพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา, นายชัยรัตน์ สุขสมคิด นายอำเภอบางกล่ำ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ ร่วมรายงานข้อมูลและหารือแนวทางดำเนินงาน
นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง หลังนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจคลอง ร.1 และมีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาการระบายน้ำทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยซ้ำรอยเหมือนปีที่ผ่านมา
“กระทรวงคมนาคมมีหลายภารกิจที่สามารถช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ ทั้งการเร่งขุดลอกทางระบายน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางในพื้นที่ของกรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมเจ้าท่า วันนี้เราจึงลงมาดูพื้นที่ปลายน้ำที่รับน้ำจากคลอง ร.1 คลองอู่ตะเภา คลอง ร.3 และคลองสาขาหลายสาย ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา” นายสรรเพชญ กล่าว
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า จากการสำรวจพบว่า ร่องน้ำหลายจุดตื้นเขินอย่างหนัก เนื่องจากการสะสมของตะกอนดินเป็นเวลานาน บางจุดมีความลึกเพียง 30–50 เซนติเมตร ทำให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะหลังเกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งพัดพาตะกอนลงมาสะสมเพิ่มจำนวนมาก
“ถ้าเราไม่เร่งเปิดทางน้ำ น้ำจากหาดใหญ่จะระบายลงทะเลสาบสงขลา และออกสู่อ่าวไทยได้ช้าลง พื้นที่แห่งนี้เป็นปลายน้ำที่รับน้ำมหาศาล ครั้งที่แล้วระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร จึงเป็นจุดที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนฤดูมรสุมจะมาถึง” นายสรรเพชญ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าได้จัดทำโครงการขุดลอกคลอง ร.1 ระยะทาง 2,150 เมตร (กม.0+000–2+150) คลองอู่ตะเภา ระยะทาง 1,000 เมตร (กม.0+000–1+000) และคลอง ร.3 โดยทั้ง 3 โครงการมีปริมาณขุดลอกแห่งละ 300,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้งบประมาณแห่งละ 28.4 ล้านบาท ซึ่งบรรจุไว้ในแผนงบประมาณปี 2570 และอยู่ระหว่างการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกรงว่าการรอใช้งบประมาณปี 2570 อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ในช่วงฤดูฝน จึงได้หารือร่วมกับกรมเจ้าท่า เพื่อผลักดันการของบกลาง สำหรับดำเนินการในพื้นที่วิกฤตเป็นการเร่งด่วน
“เราจะพยายามผลักดันให้เร็วที่สุด เพราะถ้าน้ำมาก่อน งบประมาณมาทีหลัง ก็อาจไม่ทันการณ์ สัปดาห์หน้ากรมเจ้าท่าจะหารือกับสำนักงบประมาณและสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอของบกลางและเร่งกระบวนการให้เร็วที่สุด” นายสรรเพชญ กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้รับข้อเสนอจากผู้นำท้องถิ่นให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาดินงอกและตะกอนที่กีดขวางทางน้ำ โดยจะเชิญกรมชลประทาน หน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ และหน่วยงานในพื้นที่ มาหารือร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม
นายสรรเพชญ ย้ำว่า การแก้ปัญหาจะไม่ใช่เพียงการขุดลอกเท่านั้น แต่ต้องวางแผนจัดการพื้นที่ทิ้งตะกอน การบำรุงรักษาร่องน้ำ และการดูแลทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ตะกอนกลับมาสะสมซ้ำอีก
“การบูรณาการต้องเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การประชุมบนโต๊ะ เราต้องมีทั้งพื้นที่รองรับตะกอน มีแผนบำรุงรักษาระยะยาว และใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงน้ำท่วมอย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้กรมเจ้าท่าเร่งรัดการดำเนินงานตามกรอบงบประมาณปี 2570 ควบคู่กับการผลักดันมาตรการเฉพาะหน้า โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งเปิดทางน้ำทั้งระบบ ลดความเสี่ยงอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดสงขลาอย่างยั่งยืน