เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

แพทย์เผยเทรนด์ใหม่ "ส่องกล้องเย็บกระเพาะ" ไร้แผลผ่าตัด ทางออกคนดื้อยา-กลัวโยโย่

21 พ.ค. 2569 | นพ.นพชัย สิระนาท

แพทย์เผยเทรนด์ใหม่ "ส่องกล้องเย็บกระเพาะ" ไร้แผลผ่าตัด ทางออกคนดื้อยา-กลัวโยโย่

เผยเทรนด์ใหม่จากเวทีโลก DDW 2026 "การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร" (ESG) ทางเลือกขจัดโรคอ้วนยุคใหม่ ลดน้ำหนัก 18-25% โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

เผยเทรนด์ใหม่จากเวทีโลก DDW 2026 "การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร" (ESG) ทางเลือกขจัดโรคอ้วนยุคใหม่ ลดน้ำหนัก 18-25% โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

KEY

POINTS

  • "การส่องกล้องเย็บกระเพาะ" (ESG) เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อลดน้ำหนัก โดยใช้กล้องส่องผ่านทางปากเพื่อเย็บกระเพาะให้เล็กลง ทำให้ไม่มีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง
  • เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ใช้ยาลดน้ำหนัก (ปากกาลดน้ำหนัก) แล้วเกิดผลข้างเคียง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย หรือกังวลเรื่องโยโย่เอฟเฟกต์หลังหยุดยา
  • หัตถการนี้ช่วยให้ผู้ป่วยอิ่มเร็วขึ้นและรับประทานอาหารได้น้อยลง สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 18-25% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยมีความเสี่ยงต่ำและฟื้นตัวได้รวดเร็ว

ภาวะโรคอ้วนในปัจจุบัน ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของ “น้ำหนักตัว” หรือ “วินัยในการควบคุมอาหาร” อีกต่อไป แต่ถูกจัดให้เป็นโรคเรื้อรังทางเมตาบอลิซึม (chronic metabolic disease) ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมน ระบบประสาท การอักเสบเรื้อรัง และกลไกการควบคุมพลังงานของร่างกายอย่างซับซ้อน

โดยข้อมูลจากทั่วโลกพบว่าอัตราการเกิดโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคร่วมสำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันพอกตับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคหัวใจ รวมถึงมะเร็งบางชนิด

 

ทางแพร่งของ "ปากกาลดน้ำหนัก" กับกับดักโยโย่เอฟเฟกต์

แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonists หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ปากกาลดน้ำหนัก” จะได้รับความสนใจอย่างมากจากผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักที่ค่อนข้างดี แต่ในทางปฏิบัติจริง พบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถใช้ยาได้ต่อเนื่อง เนื่องจากผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด เบื่ออาหารมากเกินไป หรือมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและการต้องใช้ยาในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อหยุดยา ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังมีโอกาสกลับมาน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกครั้งจากกลไก adaptive metabolic response ของร่างกายที่พยายาม “ปกป้องน้ำหนักเดิม” อยู่ตลอดเวลาหรือที่เรารู้จักกันดีในนามของการเกิด ‘โยโย่’ หรือ ภาวะที่น้ำหนักตัวเด้งขึ้น-ลงอย่างรวดเร็ว 

แพทย์เผยเทรนด์ใหม่ "ส่องกล้องเย็บกระเพาะ" ไร้แผลผ่าตัด ทางออกคนดื้อยา-กลัวโยโย่

เปิดนวัตกรรม ESG: ทางเลือกจุดกึ่งกลางจากเวทีโลก DDW 2026

จากงานประชุม Digestive Disease Week 2026 หรือ DDW 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานประชุมด้านโรคทางเดินอาหารและการส่องกล้องที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่จัดขึ้น ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 2-5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

นพ.นพชัย สิระนาท Postdoctoral Research Fellowship จาก Brigham and Women’s Hospital/ Harvard Medical School และผู้ก่อตั้ง Younify Clinic พร้อมด้วยทีมวิชาการ ได้เข้าร่วมนำเสนอข้อมูลทางวิชาการและเปิดเผยแนวโน้มใหม่ในการรักษาโรคอ้วนที่กำลังเป็นกระแสหลักในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

นวัตกรรมดังกล่าวคือ "การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก" หรือ Endoscopic Sleeve Gastroplasty (ESG) ซึ่งเป็นหัตถการทางการแพทย์ยุคใหม่แบบแผลเล็กเจ็บน้อย (Minimally Invasive) ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างการรักษาด้วยยากับการผ่าตัดใหญ่แบบดั้งเดิม โดยสามารถช่วยลดน้ำหนักสะสมได้มหาศาลถึงร้อยละ 18-25 ของน้ำหนักตัวตั้งต้น

กลไกปรับโครงสร้างจากภายใน: อิ่มเร็วขึ้น เผาผลาญสมดุล

แนวคิดของ ESG คือการ “ปรับโครงสร้างของกระเพาะอาหารจากภายใน” โดยไม่ต้องตัดกระเพาะออกเหมือนการผ่าตัดแบบดั้งเดิม แพทย์จะใช้กล้องส่องผ่านทางปากเข้าสู่กระเพาะอาหาร จากนั้นใช้อุปกรณ์เย็บพิเศษ (endoscopic suturing system) เย็บกระเพาะให้มีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ปริมาณอาหารที่รับประทานได้ลดลง อิ่มเร็วขึ้น และอาหารเคลื่อนผ่านกระเพาะช้าลง

กลไกของ ESG ไม่ได้มีเพียงการ “ลดขนาดกระเพาะ” เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการควบคุมความหิวและการเผาผลาญในหลายระดับ ทั้งการชะลอ gastric emptying หรือการระบายอาหารออกจากกระเพาะ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระบบทางเดินอาหาร เช่น ghrelin รวมถึงอาจช่วยลดการแกว่งของระดับน้ำตาลและความอยากอาหารในระหว่างวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ESG เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถทนต่อการใช้ยาลดน้ำหนักได้และมีความประสงค์จะควบคุมน้ำหนักในระยะยาว

โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ใช้ GLP-1 agonists แล้วเกิดอาการข้างเคียงรุนแรง เช่น คลื่นไส้หรืออาเจียนต่อเนื่อง ESG อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักได้โดยไม่ต้องพึ่งการใช้ยาในระยะยาว ขณะเดียวกัน ESG ยังถูกนำมาศึกษาในแนวทาง “combination therapy” หรือการใช้ร่วมกับยาลดน้ำหนัก เพื่อช่วยเสริมผลลัพธ์ในผู้ป่วยบางกลุ่มอีกด้วย

แพทย์เผยเทรนด์ใหม่ "ส่องกล้องเย็บกระเพาะ" ไร้แผลผ่าตัด ทางออกคนดื้อยา-กลัวโยโย่

เช็กเกณฑ์ความเหมาะสมและการฟื้นตัวหลังหัตถการ

โดยทั่วไป ESG เหมาะกับผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี และมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) 27–40 กก./ม² โดยเฉพาะผู้ที่เคยพยายามลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือใช้ยาแล้วไม่ได้ผลตามเป้าหมาย รวมถึงผู้ที่ยังไม่ต้องการผ่าตัดลดน้ำหนักแบบมาตรฐาน เช่น sleeve gastrectomy หรือ gastric bypass นอกจากนี้ ESG ยังสามารถใช้ในผู้ป่วยบางรายที่เคยผ่าตัดลดน้ำหนักมาก่อนแต่กลับมาอ้วนซ้ำได้ โดยใช้เทคนิคการเย็บซ่อมแซมทางเดินอาหารจากภายในผ่านกล้องส่อง (1)

ก่อนทำหัตถการ ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินอย่างละเอียด ทั้งการตรวจเลือด การส่องกล้องกระเพาะอาหาร การประเมินโรคร่วม รวมถึงการประเมินด้านโภชนาการและพฤติกรรม เนื่องจากความสำเร็จในระยะยาวของ ESG ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหัตถการเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย

ในวันทำหัตถการ แพทย์จะทำการส่องกล้องผ่านทางปากภายใต้การดมยาสลบ โดยไม่ต้องมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง ใช้เวลาประมาณ 60–90 นาที หลังทำผู้ป่วยส่วนใหญ่พักสังเกตอาการเพียง 1 คืน และสามารถกลับบ้านได้ภายในวันถัดไป ระยะฟื้นตัวมักสั้นกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิมมาก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในไม่กี่วัน

หลังทำ ESG ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานอาหารเหลวในช่วงแรกเพื่อให้แผลสมานตัว และต้องติดตามร่วมกับแพทย์และนักโภชนาการอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลในปัจจุบันพบว่าสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 18–25% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด (total body weight loss) ภายใน 1–2 ปี และยังสัมพันธ์กับการดีขึ้นของโรคร่วมหลายชนิด เช่น ระดับน้ำตาลสะสม ความดันโลหิต ไขมันพอกตับ และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ข้อดีสำคัญของ ESG คือเป็นหัตถการที่ไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก เจ็บน้อย ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำเมื่อเทียบกับการผ่าตัดลดน้ำหนักมาตรฐาน โดยภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้ค่อนข้างน้อย ประมาณ 1–2% เท่านั้น อาการที่พบได้บ่อยในช่วงแรกคือคลื่นไส้ ปวดท้อง หรืออาเจียน ซึ่งมักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน

...

ในปัจจุบัน ESG กำลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน “New Trend” ของการรักษาภาวะอ้วนในยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่วงการแพทย์เริ่มให้ความสำคัญกับการรักษาแบบจำเพาะแต่ละบุคคล (personalized medicine) และ minimally invasive มากขึ้น เพราะ ESG เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างการรักษาด้วยยาและการผ่าตัดใหญ่ ช่วยเติม “ช่องว่าง” สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ยังไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัดลดน้ำหนักแบบมาตรฐาน

ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาโรคอ้วนไม่ควรถูกมองเพียงเรื่องของรูปร่างหรือความสวยงาม แต่คือการรักษา “โรคเรื้อรัง” ที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งระบบในระยะยาว และ ESG อาจเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคอ้วนในอนาคต ภายใต้แนวคิดของการรักษาที่แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และมุ่งแก้ไขกลไกของโรคจากภายในร่างกายมากขึ้น

แพทย์เผยเทรนด์ใหม่ "ส่องกล้องเย็บกระเพาะ" ไร้แผลผ่าตัด ทางออกคนดื้อยา-กลัวโยโย่

ข้อมูลสถานพยาบาลสำหรับปรึกษาด้านสุขภาพ

หากสนใจปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลทางสุขภาพหรือทางเลือกใหม่สำหรับการลดนำ้หนักที่เหมาะสมกับตัวเอง สามารถติดต่อได้ที่ 

  • Younify Clinic ชั้น 2 อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ถนนสีลม เเขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

ช่องทางการติดต่อ 

แพทย์เผยเทรนด์ใหม่ "ส่องกล้องเย็บกระเพาะ" ไร้แผลผ่าตัด ทางออกคนดื้อยา-กลัวโยโย่

-----

อ้างอิง

(1) Jirapinyo P, Siranart N, Thompson CC. Endoscopic versus surgical management of recurrent weight gain following sleeve gastrectomy. Gastrointest Endosc. 2025 Nov 8:S0016-5107(25)02160-1. doi: 10.1016/j.gie.2025.11.004.