การสืบทอดอำนาจของกลุ่ม 3 ป. เป็นไปอย่างต่อเนื่องในกองทัพ หลังจากบิ๊กป็อกเกษียณอายุ บิ๊กตู่ น้องเล็ก ก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ. แม้ต่อมาในปี 2554 พรรคเพื่อไทย ที่แปลงกายมาจากพรรคพลังประชาชน จะชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ส่งผลให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย แต่ก็ยังไม่หาญกล้าเข้าไปจัดระเบียบในกองทัพ ทำให้กลุ่ม 3 ป. ก็ยังคงมีอำนาจที่เข้มแข็ง รวมถึงได้รับความเกรงอกเกรงใจจากรัฐบาล
รัฐประหาร ปี 2557 กลุ่ม 3 ป. ขึ้นสู่อำนาจสูงสุดทางการเมือง
สถานการณ์นับจากปี 2549 ประเทศไทยเกิดความแตกแยกทางอุดมการณ์และความคิดอย่างชัดเจน ประชาชนแบ่งกันออกเป็น 2 ฝ่าย และกลุ่ม 3 ป. ที่ผลึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่น ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าว และกลายเป็นดุลอำนาจสำคัญ ที่ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับเสรีนิยม พยายามดึงเข้ามาเป็นพวก
แต่ในการรัฐประหาร ปี 2557 กลุ่ม 3 ป. ไม่ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นแค่ตัวแปร เหมือนการัฐประหาร ปี 2549 กับการจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในปี 2551 แล้วมอบอำนาจให้กับนักการเมือง แต่ในครั้งนี้ หลังจากล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้สำเร็จ บิ๊กตู่ก็ตัดสินใจขึ้นเป็นนายกฯ เอง ส่งผลให้ 3 ป. กลายเป็นกลุ่มอำนาจใหม่ทางการเมืองนับแต่นั้นมา
การวางหมากสืบทอดอำนาจของกลุ่ม 3 ป. หลังการเลือกตั้งปี 2562
ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ของ รัฐบาล คสช. หรือประยุทธ์ 1 กลุ่ม 3 ป. กุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ และผลึกกำลังกับแนวร่วมอนุรักษ์นิยม ในการวางหมากกลต่างๆ ที่เด่นชัดที่สุดก็คือ รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่มีการออกแบบเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย และสืบทอดอำนาจของกลุ่มได้อย่างต่อเนื่อง ผ่าน ส.ว. 250 คน ในบทเฉพาะกาล (5 ปี) ที่มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯ และได้สร้างกลไกป้องกันอย่างแน่นหนา ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 คนขึ้นไป จากจำนวน ส.ว.ทั้งหมด 250 คน ที่รัฐบาล คสช. แต่งตั้งขึ้นมา
แต่แล้วการตัดสินใจแยกกันเดินของบิ๊กตู่กับบิ๊กป้อม ก็ทำให้เครือข่ายอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมเสียรูปขบวน เพราะยุทธศาสตร์สำคัญของการสืบทอดอำนาจ ก็คือ “กลุ่ม 3 ป. ต้องกอดกันไว้ให้แน่น” แต่เมื่อพี่ใหญ่กับน้องเล็กเลือกที่จะอยู่กันคนละพรรค ก็เท่ากับตัดกำลัง แย่งฐานเสียงกันเอง
โดยพี่ใหญ่มีแนวทางชัดเจนแล้วว่า หลังเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคแกนนำฯ ขอเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็พึงพอใจแล้ว ส่วนน้องเล็กก็ยังฝันถึงการเป็นนายกฯ สมัยที่ 3 แต่เมื่อสำรวจเหล่าทีมงานที่ทำหน้าที่ผลักดัน นักวิเคราะห์หลายๆ คนก็มองว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีตัวช่วย มีปาฏิหาริย์ที่สร้างได้ แต่ครั้งนี้เห็นทีจะลำบาก เพราะแนวร่วมอนุรักษ์นิยมก็พลอยตกอยู่ในอาการมึนงงไปด้วย ไม่รู้จะเลือกป้อม หรือเลือกตู่ ทำให้สูญเสียความได้เปรียบทางการเมือง ที่มีการดีไซน์เอาไว้ก่อนหน้านี้
จึงมีแนวโน้มว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ คือ “อวสานการสืบทอดอำนาจ อย่างเป็นทางการ” และยังส่งผลให้เครือข่ายอนุรักษ์นิยมอ่อนกำลังลง เปิดช่องให้เกิดกลุ่มอำนาจใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพการเมืองแบบไทยๆ “สมบัติผลัดกันชม” นั่นเอง