ตั้งคำถามกับ ‘โมลนูพิราเวียร์’ ยารักษาโรคโควิด-19 ที่ปลุกความหวังคนทั่วโลก .. เกมจะเปลี่ยนจริงหรือไม่? เมื่อเรามียาตัวนี้

Highlights:

  • รู้จักโมลนูลพิราเวียร์ ประสิทธิภาพและที่มาของยารักษาโรค
  • เปิดค่ายาโมลนูลพิราเวียร์ในราคา 700 ดอลลาห์สหรัฐต่อชุด
  • เกมเปลี่ยนมั้ยเมื่อโลกมียาโมลนูพิราเวียร์ และวาทกรรมความกลัว

--------------------

          กว่า 2 ปีที่โลกต้องเผชิญกับโควิด-19 แม้จะมีความพยายามที่จะผลิตวัคซีนฉุกเฉินมาสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่มนุษย์ แต่ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ตั้งแต่ตัวเชื้อโควิดที่สามารถกลายพันธุ์ได้หลายเวอร์ชั่น ปริมาณวัคซีนที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งโลก ประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อที่ต่างกัน รวมไปถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการฉีดวัคซีนที่ไม่ได้การันตีการแพร่เชื้อไปสู่ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน .. ปัจจัยหลายอย่างเหล่านี้บวกกับปริมาณเชื้อร้ายที่กระจายไปทั่วโลก ทำให้ความหวังที่จะ ‘ฆ่า’ โควิดให้หมดจนเป็นศูนย์เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต่างต้องยอมรับว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ 

 

          หากจำกันได้ประเทศอิสราเอล คือประเทศแรก ๆ ที่ฉีดวัคซีนให้กับคนทั้งประเทศซึ่งตอนนี้มีประชาชนที่ได้รับวัคซีนแล้วเกือบร้อยละ 80 ของประชากรที่อายุมากกว่า 12 ปี อย่างไรก็ตามรัฐบาลอิสราเอลก็ได้ออกมายอมรับว่าแผนที่จะทำให้โควิดหายไปจนเหลือศูนย์นั้น ‘เป็นไปไม่ได้เลย’ และรัฐบาลกำลังมองหาวิธีการที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19 ในระยะยาวมากกว่า 

 

          อย่างไรก็ตามเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการประกาศออกมาถึงความสำเร็จของการทดลองยา ‘โมลนูพิราเวียร์’ (Monulpiravir) ในขั้นการทดลองระดับที่ 3 ซึ่งทำให้ทั่วโลกกลับมามีความหวังที่จะสู้กับโรคนี้อีกครั้ง .. คำถามคือการค้นพบยาฆ่าโควิดตัวนี้ จะเปลี่ยนเกมโรคระบาดนี้ได้จริงอย่างที่มนุษยชาติหวังหรือไม่?

ยาโมลนูพิราเวียร์ ยารักษาโควิด-19

โมลนูพิราเวียร์ (Monulpiravir) ยารักษาโควิด-19 ให้ผลดีกับผู้ป่วยที่มีอาการไม่ร้ายแรง
          โมลนูพิราเวียร์ ยาเม็ดรักษาโควิด-19 ชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น ผลิตขึ้นโดยบริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ‘Merck’ เป็นยาที่มุ่งยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส พูดง่ายๆ คือไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวและเพิ่มจำนวน เมื่อไวรัสไม่เยอะอาการก็จะไม่ร้ายแรงไปมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมุ่งไปทำลายโปรตีนหนามซึ่งต่างจากยารักษาชนิดอื่น ซึ่งทำให้ยาโมลนูพิราเวียร์สามารถรักษาไวรัสโคโรนาได้ทุกสายพันธุ์ ต่อให้จะกลายพันธุ์ไปอีกเท่าไหร่ก็ตาม 

 

          นอกจากนี้ ‘Merck’ ยังได้ออกมาประกาศข่าวถึงผลการทดลองระยะที่ 3 พวกเขาพบว่าประสิทธิภาพจากการทดลองทำให้ลดปริมาณผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้กว่าร้อยละ 50  โดยทดลองในกลุ่มอาสาสมัครจำนวน 775 คนที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์วันละ 2 เวลา ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 วัน มีเพียงร้อยละ 7.3 ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลภายใน 29 วัน และไม่มีผู้เสียชีวิตเลย ส่วนกลุ่มที่ได้รับยาหลอก มีอัตราการป่วยเข้าโรงพยาบาลอยู่ที่ร้อยละ 14.1 และมีผู้เสียชีวิต 8 คน 

 

          ทั้งนี้ยาโมลนูพิราเวียร์จะได้ผลดีในเฉพาะกับผู้ป่วยที่อาการไม่ร้ายแรงเท่านั้น คือติดเชื้อไม่เกิน 5 วัน ถ้าพูดในแบบที่คนไทยรู้กันดีก็คือผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว .. โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้หากติดเชื้อ ได้รับยาตัวนี้ ก็รับประกันว่าอาการจะไม่ร้ายแรงขึ้นแน่นอน ส่วนผู้ป่วยที่รุนแรงถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ยานี้จะไม่ส่งผลต่อการรักษา 

ค่ายา 23,600 บาทต่อคน!
          จากข้อมูลของบริษัทบอกว่า ข้อดีของยาโมลนูพิราเวียร์คือ ผู้ป่วยสามารถรับประทานเองที่บ้านได้ โดยผู้ป่วยที่มีอาการน้อย-ปานกลางจะได้รับยา 1 ชุดจำนวน 40 เม็ด รับประทานครั้งละ 4 เม็ด ทุก ๆ 12 ชั่วโมง ติดต่อกัน 5 วัน ซึ่งสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 700 ดอลลาห์สหรัฐ หรือราว ๆ 23,600 บาท ซึ่งเป็นค่ารักษาแค่ 1 ใน 3 ของการรักษาด้วยโมโนโคนอลแอนติบอดี้ หรือการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าทางเส้นเลือดดำ ซึ่งเอาไว้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการน้อย-ปานกลางไม่ให้พัฒนาไปสู่ขั้นร้ายแรงเช่นเดียวกัน 

บริษัทผู้ผลิตคาดว่าจะสามารถผลิตได้มากกว่าปีละ 10 ล้านชุดภายในปี 2021

          ค่ายาที่พุ่งไปถึง 700 ดอลลาห์สหรัฐนี้เอง ที่ทำให้หลายสื่อสำนักในต่างประเทศได้ออกมาวิจารณ์กันหลากหลายแง่มุม เพราะด้วยราคาที่สูงถึง 700 ดอลลาห์สหรัฐนั่นเท่ากับว่าจำนวนผู้ป่วยที่จะเข้าถึงการรักษาจะจำกัดอยู่แค่เพียงคนที่มีฐานะปานกลางขึ้นไปเท่านั้นหรือไม่? แต่บริษัทยาก็ได้ออกมาระบุว่าจะมีการตั้งฐานการผลิตที่ประเทศอินเดีย ซึ่งจะผลิตยาสำหรับประเทศที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง เพื่อให้ราคาสมเหตุสมผลและทำให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ 

 

          อย่างไรก็ตามได้มีเอกสารจากผู้เชี่ยวชาญด้านราคายาจาก Harvard school public health และโรงพยาบาล King’s college ในกรุงลอนดอน ระบุว่าบริษัทยาได้ตั้งราคาค่ายาเหล่านี้สูงกว่าการผลิตยาทั่วไปถึงร้อยละ 35 จากตัวยาที่ควรจะมีราคาอยู่ที่ชุดละประมาณ 308 ดอลลาห์สหรัฐเท่านั้น! อย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐสั่งตัวยาล่วงหน้ากว่า 1.7 ล้านชุด และจ่ายไปแล้วกว่า 1,190,000,000 ดอลลาห์สหรัฐ แต่ในความเป็นจริงราคาควรจะอยู่ที่ 33,978,763 ดอลลาห์สหรัฐเท่านั้น!

 

          ส่วนรัฐบาลไทย กระทรวงสาธารณสุขได้มีการเตรียมเสนอมติต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งซื้อยาชนิดนี้จำนวน 200,000 ชุด ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาในเดือนธันวาคมปีนี้

 

เกมเปลี่ยนมั้ย เมื่อโลกค้นพบโมลนูพิราเวียร์?
          คำถามคือ ‘เปลี่ยน’ ในที่นี้มีความหมายอย่างไร เพราะเราต่างรู้ดีว่า โควิด-19 จะไม่หายไปจากโลกใบนี้ 

 

          คำว่าเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจึงน่าจะหมายถึง การเกิดขึ้นของโมลนูพิราเวียร์นั้นจะทำให้คนที่ป่วยน้อย-ปานกลาง สามารถรับยารักษาและไม่พัฒนาตัวโรคไปสู่ขั้นรุนแรงเท่านั้น

 

          แต่อยากให้ทุกคนตั้งสถิติและมองถึงตัวโรคโควิด-19 ที่เราเผชิญอยู่ด้วยความหวาดกลัว จากสถิติองค์การอนามัยโลกออกมาชี้ชัดว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อกว่า 80% คือผู้ป่วยที่ไม่รุนแรง ซึ่งสามารถหายเองได้ .. ย้ำว่าสามารถเข้าสู่กระบวนการ Home Isolation และหายเองได้ .. แล้วถ้าประสิทธิภาพของโมลนูพิราเวียร์ไม่สามารถรักษาอาการรุนแรงได้แล้ว คำถามคือผลลัพธ์ที่ได้นั้นดีเยี่ยม หรือจะเปลี่ยนโลกได้จริงหรือ? 

 

          หากมองในมุมของประชาชนหรือรัฐบาลที่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายนี้ได้ มันอาจจะเปลี่ยนความกังวลของพวกเขาได้ ต่อให้ต้องซื้อยาไปรักษาโดยที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีอาการร้ายแรงจากโรคหรือไม่ แต่เพื่อแลกกับความอุ่นใจก็ยอมจ่ายเพื่อแลกกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น นี่อาจจะเป็นทางออกสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้?

 

          แต่สำหรับประชาชนหรือประเทศรายได้น้อยล่ะ? ค่ายาที่ตั้งขึ้นนั้นคุ้มหรือไม่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้?
    ….
          เมื่อมองมาที่เมืองไทย เรามี ‘ยาฟ้าทะลายโจร’ ซึ่งมันก็ถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว และประสิทธิภาพของยาแม้จะไม่ฆ่าเชื้อไวรัส แต่ก็ระงับการเกิดไวรัสตัวใหม่ อีกทั้งยังสามารถจับกับโครงสร้างของเชื้อโรควิด-19 ได้หลายตำแหน่ง ซึ่งก็สามารถลดการดื้อยาได้ และมีราคาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ หรือไม่ก็ปลูกที่บ้านและทานได้ฟรี

 

          ส่วนข้อระวังของการกินยาฟ้าทะลายโจรก็คือ ควรกินให้รวดเร็วที่สุด กินเมื่อเป็นทันที เพื่อไม่ให้ร่างกายของเราผลิตไวรัสมาก ซึ่งจะนำไปสู่อาการร้ายแรงและอันตราย เช่นเดียวกับโมลนูพิราเวียร์ที่ควรจะรับประทานหลังมีอาการไม่เกิน 5 วันเพราะหากทานช้าไวรัสผลิตเชื้อโรคมามาก ไวรัสที่มีอยู่มากก็จะทำให้อาการพัฒนาไปสู่อาการเจ็บป่วยร้ายแรงนั่นเอง

 

          ก็ต้องให้คิดกันเอาเองว่า ‘เหมือน’ หรือ ‘ต่าง’ กันอย่างไร

          และก็ต้องอยู่ที่ว่าใครให้ค่าสิ่งไหนมากกว่ากัน
          …

ผู้เชี่ยวชาญต่างบอกว่า แม้ว่าจะมียารักษาโรควิด แต่การฉีดวัคซีนยังเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดเช่นเดิม           แล้วโมลนูพิราเวียร์เปลี่ยนอะไร?    


          สำหรับผู้ป่วยสีเขียวทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ถ้าเอามาใช้งานก็ได้ผลตามเดิม เพราะไม่ว่ายังไงจะทานหรือไม่ผู้ป่วยก็สามารถหายได้เอง ซึ่งกลุ่มนี้มีถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าหากเอาโมลนูพิราเวียร์มาใช้ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยต้องให้รับประทานอย่างทันท่วงที เราก็จะได้เห็นอัตราการตายจากโควิด-19 ลดต่ำลง ความหวาดกลัวของมนุษย์ที่มีต่อโรคโควิดจะลดน้อยลง เดาได้ว่ายารักษาโควิดจะสร้างวาทกรรมที่ว่า ‘ต่อให้ติดก็ไม่ตาย’ แบบมีมาตรฐานยาแผนปัจจุบันขึ้นมารองรับ และทำให้โลกหายหวาดกลัวและกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิม


          นั่นคงเป็นสิ่งที่โมลนูพิราเวียร์ ‘เปลี่ยน’ โลกใบนี้

 

          ความกลัว

 

พีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์ 

--------------------
ที่มา: