นอกจากค่าใช้จ่ายที่ละลายไปโดยที่อิหร่านไม่ได้มีท่าทีว่าจะอ่อนแอลง ทั้งยังคงเงื่อนไขเรื่องโครงการนิวเคลียร์ กับการโจมตีเลบานอนไว้อย่างเหนียวแน่น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดอิหร่านจึงยอมที่จะปิดดีลด้วย และคำตอบที่น่าจะชัดเจนที่สุด มาจากมาร์ค ธีสเซน ผู้เชี่ยวชาญของฟ็อกซ์ นิวส์ (Fox News) และคอลัมนิสต์ของวอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) ที่เรียกแผนการของรัฐบาลทรัมป์ ในการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ว่าเป็น "หายนะ" เพราะมันเหมือนกับการเสนอแผนการมาร์แชล (Marshall Plan) เพื่อฟื้นฟูเยอรมนี ในขณะที่นาซียังครองอำนาจ
ความเห็นของธีสเซน ถือว่าจุดกระแสความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเขาได้ชื่อว่า เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของฝ่ายบริหารของทรัมป์ และมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์ด้วย ส่วนแผนมาร์แชลล์ คือ โครงการฟื้นฟูยุโรป (European Recovery Program) ที่สหรัฐฯ นำมาใช้ในปี 1948 เพื่อช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ยุโรปตะวันตก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยงบประมาณกว่า 13,300 ล้านดอลลาร์ เพื่อบูรณะพื้นที่ที่เสียหายและป้องกันการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์
เอ็ด โอ'คีฟ ของสถานีโทรทัศน์ CBS ได้จี้ถามรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ในเวลาไล่เลี่ยกันว่า "ชาวอิหร่านบอกว่า พวกเขาจะได้รับเงินทุนฟื้นฟู 300,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเรื่องจริงหรือไม่" ซึ่งแวนซ์ไม่ได้ตอบตรง แต่บอกว่า นั่นคือสิ่งที่พวกเขาอาจเข้าถึงได้ ตราบใดที่พวกเขาทำตามพันธกรณีในส่วนของตัวเอง
ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ก็เท่ากับว่า สหรัฐฯ ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการทำสงคราม ที่ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะเปลี่ยนตัวผู้นำสูงสุด ทั้งยังมีขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ ที่ไม่เพียงสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง แต่ยังก่อหายนะให้แก่ชาติพันธมิตรโดยเฉพาะประเทศที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ด้วย และถ้าต้องจ่ายเงินเพื่อปิดดีลด้วยแล้ว ก็ต้องถามใจคนอเมริกันว่า จะยอมรับได้หรือไม่ และผลเลือกตั้งกลางเทอมปีนี้จะออกมาอย่างไร
https://x.com/infolibnews/status/2066478361178705947/video/1
แวนซ์ถูกจี้ถาม
https://x.com/atrupar/status/2066512023232381379/video/1