นักแสดงดังเจ้าเหว่ย หรือที่คนไทยรู้จักกันจากซีรีย์ “องค์หญิงกำมะลอ” ถูกลบชื่อและผลงานออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด อีกทั้งเธอไม่ใช่คนดังรายแรกที่กลายเป็นเป้าหมายเล่นงานของรัฐบาล ราวกับว่าในตอนนี้จีนกำลังย้อนกลับสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมอีกครั้ง

Highlights

  • การแบนนักแสดงและคนดังมากมาย เป็นสัญญาณการเข้าควบคุมเข้มงวดทุกวงการของจีน
  • ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมในอดีต ที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และมรดกทางประวัติศาสตร์เกินจะประเมินค่า
  • ปัจจุบันการควบคุมลามไปถึงวงการบันเทิง ตั้งแต่รสนิยมทางเพศจนถึงคุณค่าความเป็นชายในจีน
  • หรือจะกล่าวว่าจีนกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งที่ 2 ก็คงได้

เจ้าเหว่ย นักแสดงดังคนล่าสุดที่ถูกทางการจีนเล่นงาน           การแบนนักแสดง เจ้าเหว่ย ถือเป็นข่าวสะเทือนวงการบันเทิงจีน จากความโด่งดังของเธอในภาพยนตร์ซีรีย์ชื่อดังไต้หวัน องค์หญิงกำมะลอ สู่การถูกลบชื่อทั้งหมดจากผลงานการแสดงในอดีต รวมถึงถอดเนื้อหาเหล่านั้นออกจากสตรีมมิ่งทุกแพลตฟอร์มในจีน นำไปสู่การตั้งคำถามและข้อสงสัยมากมาย

 

          ไม่ใช่แค่เจ้าเหว่ยสารพัดคนดังภายในประเทศเริ่มถูกเข้ามาควบคุมเล่นงานกันมากขึ้น กับการบังคับใช้กฎหมายต่อบรรดาคนดังเริ่มเข้มข้น ตั้งแต่ คริส วู ถูกจับกุมในประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศ, เจิ้งสวง ถูกสั่งปรับจากข้อหาการเลี่ยงภาษี, แจ็ค หม่า ที่ถูกทำให้หายตัวไปนานถึง 3 เดือน จนถูกระงับขายหุ้น IPO และถูกสั่งปรับโครงสร้างบริษัท หรือกระทั่งฟ่าน ปิงปิง กับภาษีย้อนหลังและค่าปรับเป็นจำนวนเงินกว่า 4,000 ล้านบาท

 

          ยังไม่รวมความพยายามเข้ามาควบคุมสื่อกับอีกหลากหลายวงการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเกมหรือเพลงที่พึ่งมีคำสั่งควบคุมจัดการไปก่อน ตอนนี้ถึงคิวของบรรดานักแสดงและสื่อวิดีทัศน์ทั้งหลายเริ่มถูกตีกรอบ ชวนสงสัยเหตุใดจีนจึงเริ่มเข้ามาควบคุมจำกัดการขยายตัวทางวัฒนธรรมขนาดนี้

 

          นั่นทำให้ภาพลักษณ์ของจีนย้อนกลับไปสู่ยุค เหมา เจ๋อตุง กับการปฏิวัติวัฒนธรรมของเขาไม่มีผิด

 

เหล่าคนดังที่ถูกทางการจีนเล่นงาน

เกิดอะไรขึ้นในการปฏิวัติวัฒนธรรม? ทำไมรัฐจีนจึงอยากลืม? ทำไมผู้คนถึงหวาดกลัว?
          พื้นเพการปฏิวัติวัฒนธรรมเริ่มมาจากปมขัดแย้งทางการเมือง ภายหลังนโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ล้มเหลว นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนและปัญญาชนจำนวนมาก มีการลดอำนาจของเหมาลงเริ่มผ่อนปรนนโยบายสุดโต่ง ลดบทบาทอำนาจบริหารของเหมาลง รวมถึงกรณีของหวู่ ฮั่น นักเขียนเจ้าของบทประพันธ์ การปลดไฮ รุยออกจากตำแหน่ง ที่เหมาถือว่ามีเจตนาโจมตีตนอย่างชัดเจน

 

          นำมาสู่เหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมกับความพยายามจัดรูปร่างสังคมให้กลับมาในแนวทางสังคมนิยม แต่ในความจริงคือการเชิดชูและเชื่อฟังลัทธิบูชาบุคคลซึ่งก็คือเหมา กลุ่มที่ถูกผลักดันออกมาเคลื่อนไหวคือเหล่านักเรียนนักศึกษาพากันตั้งตนเป็น ยุวชนแดงหรือเรดการ์ด

 

          การเคลื่อนไหวของเรดการ์ดไม่ต่างกับการล่าแม่มดในยุคกลาง เพิ่มเติมแค่เพียงการทำลายล้างและความน่าสะพรึงกลัวที่มากกว่า โดยมีเป้าหมายหลักคือการกำจัดทุกคนที่เห็นต่าง มีแนวคิดทางการเมืองผิดไปจากผู้นำ หรือสิ่งใดก็ตามที่เหมาเห็นเป็นศัตรู ไม่เว้นแม้แต่แกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันอย่าง หลิวเซ่าฉี และ เติ้งเสี่ยวผิง เอง

 

          ความเสียหายจากน้ำมือของเรดการ์ดเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง กับทุกคนหรือใครก็ตามที่ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูหรือมีแนวคิดต่อต้านท่านผู้นำล้วนถูกกวาดล้าง มีการใช้กำลังประทุษร้ายเป็นวงกว้างไม่เว้นแม้แต่ครูบาอาจารย์และพ่อแม่ เหยียดหยามผู้คนต่อหน้าสาธารณะใส่ผู้มีแนวคิดขัดแย้ง ทำลายวัตถุทางวัฒนธรรมล้ำค่ามากมายด้วยมองว่าเป็นสิ่งของเชิดชูแนวคิดแบบเก่า

ภาพเหมา เจ๋งตุงและเรดการ์ด

          ผลที่ตามมาจากปฏิวัติวัฒนธรรมคือสถาบันทางสังคมจีนถูกทำลายโดยสิ้นเชิง ค่านิยมในการเคารพผู้ใหญ่ การปลูกฝังมารยาท ขนบธรรมเนียมดั้งเดิม รวมถึงสถาบันครอบครัวแตกสลาย ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว จำนวนมรดกทางประวัติศาสตร์ถูกทำลายเกินกว่าประเมินค่า และคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตมีอยู่ราว 500,000-8,000,000 คน

 

          ภายหลังกวาดล้างศัตรูทางการเมืองและผู้เห็นต่างออกไปหมดสิ้น เหมาจึงเป็นฝ่ายออกมาตำหนิการใช้ความรุนแรงของเรดการ์ด อาศัยกองทัพปลดปล่อยประชาชนเข้าจัดการควบคุมยุวชนทั้งหมด ทำการส่งเยาวชนกว่า 20 ล้านคนเข้าไปใช้ชีวิตในไร่นาที่ชนบท กลายเป็นกลุ่มเยาวชนรุ่นสูญเสีย ด้วยพวกเขาไม่มีความรู้ในการประกอบอาชีพเพราะไม่ได้เรียนหนังสือ มีเพียงความเชื่อมั่นสุดโต่งในตัวท่านผู้นำ ส่งผลให้คนกลุ่มนี้หมดอนาคตลงเกือบจะสิ้นเชิง

 

          ภายหลังเหมาเสียชีวิตจึงได้มีการยอมรับว่า การปฏิวัติวัฒนธรรมคือการสูญเสียอย่างร้ายแรง สร้างความถดถอยที่สุดในประวัติศาสตร์นับแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน  กลายเป็นหน้าดำมืดในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลจีนอยากลบออกไปไม่แพ้เหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน

ภาพแทนเรดการ์ดในสมัยนั้น

สิ่งที่เกิดในปัจจุบัน กลิ่นอายปฏิวัติวัฒนธรรมที่หวนคืน
          การควบคุม จำกัด ลิดรอนเสรีภาพสื่อจีนคือสิ่งที่เกิดขึ้นมายาวนาน ตั้งแต่การไม่ยอมให้เว็บไซต์หรือบริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างชาติเข้ามาในประเทศมากนัก เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการควบคุมข่าวสารต่อมวลชน ภายหลังทำการจัดระเบียบภาคธุรกิจได้สำเร็จ ก็ขยับมาถึงธุรกิจสื่อบันเทิงที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น

 

          ไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่องวงการนี้เติบโตมาพร้อมคนรุ่นใหม่ ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันด้วยการผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน สื่อบันเทิงหลายชนิดเข้ามามีอิทธิพลในสังคมจีนนั่นย่อมตามมาด้วยเม็ดเงิน อย่างธุรกิจไอดอลในช่วงสิบปีที่ผ่านมาทำเงินไปกว่า 5.15 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับธุรกิจเกมมือถือปี 2020 จากรายได้ร่วม 9.68 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

 

          สิ่งเหล่านี้ทำให้จีนไม่อาจมองข้ามจำเป็นต้องเข้ามาควบคุมบังคับกะเกณฑ์เป็นทางการ ทั้งในส่วนของรายได้หรือกฎเกณฑ์การใช้งาน ตั้งแต่ แบนรายการเพลงนับร้อยในคาราโอเกะและออกกฎหมายควบคุมเนื้อหา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ หรือควบคุมเวลาเล่นเกมของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้เหลือเพียง 3 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ 

 

          ล่าสุดกฎหมายควบคุมธุรกิจบันเทิงภายในจีน เริ่มจากการกำหนดค่านิยมของเพศชายภายในสื่อ ไม่อนุญาตให้เผยแพร่หรือถ่ายทอดภาพลักษณ์ชายหน้าสวย รวมถึงรสนิยมทางเพศส่อไปในแนวทางวิปริต รายการทั้งหลายควรส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามและความเป็นชายตามแบบฉบับสังคมนิยมจีน

 

          เห็นได้ชัดว่าเป็นกฎหมายออกมาจำกัดสื่อบันเทิงประเทศ วงไอดอล นักร้อง หรือรายการที่มีเนื้อหาลักษณะทางเพศทั้งหลายในยุคหลังที่เปิดกว้าง เข้าไปตีตลาดภายในประเทศจีนมากขึ้นไม่เว้นแม้แต่ละครไทย สร้างข้อกังขาเกี่ยวกับค่านิยมอันดีงามและความเป็นชายในแบบจีน ชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมบันเทิงจีนนับจากนี้


หลักสูตรแบบเรียนสี จิ้นผิง

แก่นแท้ของความดีงามในแบบจีน ลัทธิบูชาตัวบุคคลขั้นสูงสุด
          หากนับการเคลื่อนไหวในพักหลังของสี จิ้นผิงชัดเจนว่าเขาอยากเป็นผู้นำสูงสุดอีกคน เป็นสัญลักษณ์แทนความถูกต้องทั้งมวล ตั้งแต่บัญญัติแนวคิดตัวเองลงธรรมนูญของพรรค, รักษาภาพลักษณ์ผู้นำอันเข้มแข็งไม่ยอมรับต่อข้อผิดพลาดใดๆ จนล่าสุดเพิ่มหลักแนวคิดสีจิ้นผิงลงในหลักสูตรทางการศึกษา

 

          สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้ภาพแห่งประวัติศาสตร์ในการย้อนถึงเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมผุดขึ้นมาในใจคน ด้วยตำราและหลักสูตรใหม่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อ เกี่ยวกับผู้นำ พรรคคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดชาตินิยมจีน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาไปจนถึงมหาลัย หล่อหลอมให้เยาวชนรุ่นใหม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในระบอบการปกครองและประเทศชาติมากขึ้น

 

          อีกนัยมันคือการสะท้อนความหมกมุ่นในการสร้างตัวตนความเป็นผู้นำอันสมบูรณ์แบบของสีจิ้นผิง เป็นที่มาในการแบนตัวการ์ตูนหมีพูห์ที่ถูกหยิบมาล้อเลียนท่านผู้นำอยู่ช่วงหนึ่ง รวมถึงกรณี จางเหวินหง นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ผู้ออกมาเสนอความเห็นขัดแย้งนโยบายควบคุมโควิดกับรัฐบาล นำไปสู่การกดดันจากทางโรงพยาบาลและมหาลัยที่เขาเคยศึกษา รวมถึงการรุมประณามโจมตีทั่วสารทิศจากโลกออนไลน์

 

          ในวันนี้กลุ่มเรดการ์ดในวันวานเองก็ถูกก่อตั้งขึ้นมาอีกครั้ง แต่เป็นในลักษณะไม่เด่นชัดเท่าเดิมด้วยการอยู่ในโลกออนไลน์ เห็นได้ชัดจากการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีปลอมที่พยายามกระจายข่าวลือต้นตอโควิดว่ามาจากสหรัฐฯ กลุ่มนักรบโซเชี่ยลที่ถูกขนานนามว่าเป็น “นักรบหมาป่า” สร้างเครือข่ายเผยแพร่ข่าวลวงไปเกือบทั่วทุกมุมโลก

 

          ดังนั้นถ้าจะบอกว่าวันนี้ “การปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งที่ 2” เริ่มต้นขึ้นแล้วก็คงได้ แถมครั้งนี้มีความพยายามแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก จนเราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ามันจะจบลงแบบใด

 

เกรียงไกร เรืองทรัพย์เดช

--------------------
ที่มา: