บูชายัญมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแค่ในอดีต ปรากฏในตำนานอีกต่อไป เพราะในศตวรรษที่ 21 การบูชายัญเด็กยังคงมีให้เห็น พวกเขาทำไปเพื่ออะไร และสิ่งไหนที่ผลักดันให้คนทำเช่นนั้น ?

Highlights:

  • ทำไมมนุษย์ต้องมีการสังเวย เซ่นสรวง หรือ การบูชายัญ
  • ประวัติศาสตร์ของการบูชายัญ อดีตถึงปัจจุบัน จนกลายมาเป็นธุรกิจ
  • ความลับของ 'ชีวิตหลังความตาย' ที่มาของ 'ความกลัว' ของมนุษยชาติ
  • การลักพาตัวเด็ก เพื่อนำไปสังเวยความเชื่อ ความน่ากลัวยิ่งกว่าของมนุษย์

 

          มนุษย์มีการบูชาเทพที่สิงสถิตตามธรรมชาติ ผู้เขียนเคยเดินทางขึ้นไปทางภาคเหนือ ได้เห็นชนเผ่าต่าง ๆ ที่อาศัยตามภูเขาสูงบางแห่ง ยังคงมีความเชื่อและนับถือภูติผีตามธรรมชาติ  ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นของมันมาจาก ‘ความกลัว’ ในสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างเช่นฝนไม่ตกตามฤดูกาล น้ำท่วม ไฟไหม้ป่า หรือแม้แต่อาการเจ็บป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้

 

          ต้องยอมรับว่า ‘ความกลัว’ เป็นสิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนพื้นฐานความเชื่อของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ ทำไมทุกศาสนาถึงต้องมีการอธิบายว่าหลังความตายแล้วมนุษย์เราจะไปอยู่ ณ จุดไหน? ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานและประจักษ์พยานใด ๆ ที่สามารถพิสูจน์ได้ล่ะ ...  การอธิบายถึงชีวิตหลัง ‘ความตาย’ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ ‘หวาดกลัว’ ได้นั้นเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับ ‘ความเชื่อ’ อยู่เสมอ .. ตายแล้วได้ไปสวรรค์ ตายแล้วได้เกิดใหม่ หรือตายแล้วตายลับ ก็แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเชื่อสิ่งใดเพื่อผ่อนคลายความหวาดกลัวของตัวเอง

 

          ตอนที่ผู้เขียนขึ้นดอยไป และพบเจอกับหมอผีที่ทำพิธีรักษาคนเจ็บป่วยในบ้าน พวกเขากลัวว่าสมาชิกในครอบครัวจะเป็นอะไรไป จึงเกิดพิธีกรรมเพื่อตอบสนองสิ่งเหล่านั้นที่เรียกว่า ‘การสังเวย’ หรือ ‘บูชายัญ’ พวกเขาใช้วิธีเชือดไก่เป็นการสังเวย เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย 

 

          ‘ถ้าเจ็บป่วยมากก็ต้องเชือดหมู ไก่เอาไม่อยู่’ คำพูดพ่อหมอยังจำได้แจ่มชัดในความทรงจำ

 

          ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย พิธีกรรมเซ่นสังเวยนี้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวไททรงดำที่เวียดนาม ก็มีความเชื่อว่าต้องมีการฆ่าหมูเพื่อเซ่นสังเวยเจ้าบ้านเจ้าเรือน หรือหากเดินทางข้ามไปทางฝั่งเมียนมาในรัฐมอญ ก็มีการเซ่นสังเวยภูติผีโดยเฉพาะเวลาเจ็บป่วยเช่นเดียวกัน ... 

 

          จะว่าไปการสังเวยนั้นเกิดขึ้นทั่วโลกเสียมากกว่า ดูเหมือนว่า ‘คน’ พร้อมใจกัน ‘สังเวย’ ชีวิตของบางอย่าง เพื่อ ‘เซ่น’ ให้กับความหวาดกลัวของตนมาตั้งแต่ยุคโบราณ และบางครั้งการสังเวยก็รุนแรง จนถึงขั้นเซ่นชีวิตของ ‘มนุษย์’ !

 

สังเวยมนุษย์  สังเวยความกลัวตายด้วยความตาย
          มนุษย์กลัวความตายหรือมนุษย์กลัวชีวิตหลังความตาย?  ไม่ว่าจะฝั่งไหนชาวอียิปต์โบราณในยุคของการสร้างปิระมิด ก็ตัดสินใจที่จะสมัครเป็นเครื่องสังเวย อ่านไม่ผิดแน่นอนว่าคนเหล่านั้นสมัครใจตาย! เพื่อจะได้ไปรับใช้กษัตริย์ของพวกเขาในโลกหลังความตาย  หลักฐานความสมัครใจนี้สะท้อนมาในรูปแบบของโครงกระดูกที่ถูกค้นพบภายหลังซึ่งไม่บ่งชี้ร่องรอยความทุรนทุรายหรือบาดแผลใด ๆ  

 

          ห่างกันไปกว่าหลายพันไมล์บนแผ่นดินจีน ในสมัยราชวงศ์โจว เมื่อ 697 ปีก่อนคริสตกาล ตามที่ ‘ซือหม่าเชียน’ นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของจีนได้ระบุไว้ว่าคือจุดเริ่มต้นของการสังเวยมนุษย์เพื่อรับใช้นายของตน โดยต่อมาได้มีการขุดค้นพบโลงศพในสุสานของขุนนางชั้นสูง ซึ่งบางแห่งปรากฏโลงศพกว่า 180 โลง ตามความเชื่อที่ว่าบุคคลที่ถูกสังเวยจะได้ตามไปรับใช้เจ้านายในชีวิตหลังความตายด้วยเช่นกัน

กองทัพทหารดินเผาซึ่งรายล้อมสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้

          อย่างไรก็ตามความนิยมนี้ได้เสื่อมถอยลงในสมัยราชวงศ์ฉิน จักรพรรดิที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้ปฏิวัติสิ่งนี้ด้วยการสร้างสุสานที่ประกอบไปด้วยเหล่าทหารกว่า 8,000 นายม้ากว่า 670 ตัว นางสนม และคนรับใช้ที่ปั้นจากดินเผาแทนการใช้คนจริง! แม้ว่าหลังจากการปั้นประติมากรรมที่ได้กลายเป็นมรดกของโลกแล้วเสร็จ ช่างปั้นเหล่านั้นจะถูกเผาทั้งเป็นเพื่อปกปิดสถานที่แห่งนี้ให้เป็นความลับก็ตาม
    ………
          นอกจากกลัว ‘ความตาย’ แล้ว ประวัติศาสตร์ยังแสดงให้เห็นถึงการสังเวยมนุษย์ต่อความกลัวที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อีกหลายประการ อย่างเช่น ในวัฒนธรรมแอ็ซแทคซึ่งพบร่องรอยการสังเวยเด็กมากที่สุดแห่งหนึ่ง เชื่อว่าหากวันใดไม่มีการสังเวยเด็ก ฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาลและพืชผักที่ปลูกไว้จะไม่เติบโต .. ความกลัวของชนเผ่าโบราณนั้นมักจะมาในรูปแบบความกลัวต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของพวกเขา และเมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก ณ เวลาดังกล่าว เหตุการณ์ธรรมชาติจึงถูกอธิบายด้วยคำว่า ‘พลังของพระเจ้า’ ซึ่งมาพร้อมกับพิธีกรรมที่ทำให้พระเจ้าพึงพอใจ และเมื่อชีวิตคือสิ่งมีค่าสูงสุดในความเชื่อของพวกเขา การสังเวยมนุษย์จึงทรงพลังมากกว่าสิ่งใด


          ที่จังหวัดฟูกูอิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อครั้งก่อสร้างปราสาทมารุโอกะ เกิดปัญหาที่ว่าปราสาทนั้นสร้างฐานขึ้นกี่ครั้งก็พังถล่มลงมา จึงมีคนเสนอว่าควรสังเวยมนุษย์ เพื่อให้เทพเจ้าพอใจ จึงได้มีการสังเวยหญิงตาบอดผู้หนึ่งที่ฐานของปราสาท เธอถูกทับด้วยหินจนตายและกลายเป็นที่มาของคำว่า ‘เสาหลักมนุษย์’ ซึ่งวัฒนธรรมนี้ก็มีให้เห็นนอกเหนือไปจากที่ญี่ปุ่นด้วยเช่นเดียวกัน
ปราสาทมารุโอกะ ในจังหวัดฟูกูอิ ซึ่งมีการทำพิธีกรรม ‘เสาหลักมนุษย์’           การสังเวยมนุษย์ด้วยจุดประสงค์ดังที่พูดถึงนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมา การสังเวยมนุษย์เพื่อป้องกันภยันตราย และเพื่อลดทอนความกลัว ลดน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิวัฒนาการและความรอบรู้ของมนุษย์ที่มากขึ้น ซึ่งทำให้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรืออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และอีกส่วนหนึ่งคือเหตุผลทาง ‘ศีลธรรม’ และ ‘ศาสนา’  ตามเรื่องเล่าขานของ ‘อับราฮัม’ บุคคลสำคัญทางศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม มีตอนหนึ่งที่ระบุว่าพระเจ้าได้บอกให้เขาบูชายัญลูกชาย ‘อิสอัค’ เป็นเครื่องบรรณาการ แต่แล้วพระเจ้าก็ส่งทูตรสวรรค์มาห้ามก่อนที่เขาจะลงมือ พระเจ้าเพียงแต่ลองใจอับราฮัมเท่านั้น และเปลี่ยนให้ใช้แกะเป็นเครื่องบรรณาการแทน .. เรื่องราวของอับราฮัมทรงอิทธิพลไม่น้อย เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมาสำหรับผู้ที่หันมาเข้ารีตศาสนา ก็จะใช้สัตว์เป็นเครื่องบรรณาการแทนการใช้มนุษย์นั่นเอง
ขณะที่อับราฮัมกำลังจะบูชายัญลูกชาย มีทูตสวรรค์ห้ามไว้และบอกให้บูชายัญเป็นลูกแกะแทน สังเวยมนุษย์ เสวยอำนาจ
          สิ่งที่จะถ่ายทอดต่อจากนี้นั้น ผู้เขียนเองก็ได้เกิดคำถามต่อการกระทำที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

 

          การสังเวยมนุษย์เพราะความหวาดกลัวเกิดขึ้นในยุคโบราณ และหมดไปเมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ แต่ในทางกลับกัน การสังเวยมนุษย์เพราะความหวังในอำนาจกลับมีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานจวบจนกระทั่งทุกวันนี้! 

 

          จุดเริ่มต้นของการสังเวยเพื่ออำนาจนั้นไม่แน่ชัด ในยุคโบราณจุดประสงค์ของการสังเวยชีวิตมนุษย์มักจะปนเปกันไประหว่าง ความกลัวต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และการรักษาอำนาจ ... หากตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดก็สามารถย้อนไปได้ถึงในยุคจักรวรรดิโรมัน ‘แกลดิเอเตอร์’ หรือนักสู้ที่มีหน้าที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาคือทาส ชนชั้นต่ำต้อย หรือนักโทษเชลยศึก ที่ถูกฝึกให้ต่อสู้แม้กระทั่งกับสัตว์ป่าที่ดุร้าย และอาจตายในขณะที่ต่อสู้ได้ แกลดิเอเตอร์คือระบบที่สะท้อนถึงควบคุมคนในชนชั้นต่าง ๆ ไม่ให้แตกแถวอย่างเข้มงวด ใครที่เป็นแกลดิเอเตอร์ถือเป็นทรัพย์สินไม่ใช่บุคคล และพวกเขาอาจต้องตายเพียงแค่ความไม่พอใจของคนที่มีสถานะสูงกว่า เมื่ออยู่ในลานประลอง!


          แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคกาลก่อน แกลดิเอเตอร์เสื่อมความนิยมลงเรื่อย ๆ และสิ้นสุดเด็ดขาดพร้อมกับการเติบโตของศาสนาคริสต์ในจักรวรรดิโรมัน ในช่วงคริสตศักราช 380 
แกลดิเอเตอร์ มักจะเสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งแรก และน้อยคนที่จะอยู่รอดได้     ……
          อย่างที่เกริ่นไปว่าเมื่อโลกเข้าสู่ยุคใหม่ การสังเวยชีวิตมนุษย์แทบจะหมดไป ด้วยข้อกฏหมายและศีลธรรมประเพณีใด ๆ ก็ตามแต่ที่มนุษย์ควรจะรู้ได้ว่า การฆ่าผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง  หากจะเกิดขึ้นบ้างก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่เชื่อหรือตีความแบบผิด ๆ เป็นรายบุคคล และถือเป็นการก่ออาชญากรรมร้ายแรง

 

          จนกระทั่งเมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 

 

          ที่ประเทศยูกันดา ทวีปแอฟริกา 

 

          ตั้งแต่ ค.ศ.2006-2009 ปรากฎรายงานเด็กถูกลักพาตัวเพื่อทำพิธีสังเวยอย่างเป็นทางการกว่า 100 คน อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขที่แท้จริงคือ 900 คน! 

 

          เกิดอะไรขึ้นที่นี่

 

          ยูกันดาได้เกิดธุรกิจหนึ่งที่ทำเงินมหาศาลนั่นคือ ‘ธุรกิจบูชายัญ’

 

          สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดคือ พวกเขาไม่ได้บูชายัญเพราะความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้

          แต่พวกเขาบูชายัญเด็กเพราะ ‘อยากรวย’ เพราะ ‘อำนาจ’ ของเงิน
พ่อแม่ถือรูปของลูกสาวที่ถูกลักพาตัวไปทำพิธีบูชายัญ           เด็กจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของการบูชายัญในสองลักษณะ ลักษณะแรกคือการลักพาตัว ฆาตกรรม แยกชิ้นส่วน เพื่อให้หมอไสยเวททำพิธีกรรมไสยศาสตร์ต่อไป  ส่วนอีกลักษณะหนึ่งซึ่งได้รับการเปิดเผยน้อยกว่าคือ เด็กจะถูกคนในครอบครัวเจาะเอาเลือดออกจากตัวทีละน้อยในทุก ๆ วัน ซึ่งส่งผลให้เด็กเสียชีวิตในเวลาต่อมา
หมอไสยเวท มนต์ดำนั้นพบเห็นได้ทั่วไปในยูกันดา           ที่ยูกันดาเชื่อว่า เลือดจากมนุษย์จะทำให้เวทมนต์หรือคุณไสยทรงพลังมากเป็นพิเศษ และสามารถการันตีผลลัพธ์ของความร่ำรวยและความสำเร็จได้ บวกกับเด็กคือความบริสุทธิ และการลักพาตัวเด็กง่ายกว่าการลักพาตัวผู้ใหญ่ จึงมีการว่าจ้างเพื่อให้ไปลักพาตัวเด็กมาสังเวยให้กับตัวผู้ว่าจ้างอย่างมากมายมหาศาล

 

          ครั้งหนึ่งสำนักข่าวอังกฤษอย่างบีบีซี ได้แฝงตัวไปพบกับคนกลางที่ถูกชี้ว่าเป็นคนลักพาตัวเด็ก โดยแฝงตัวเป็นคนที่จะไปซื้อบริการบูชายัญ  คนกลางระบุว่าค่าใช้จ่ายนั้นประมาณ 20,000 บาทต่อคน และได้พูดถึงเด็กโดยใช้สรรพนามว่า ‘มัน’ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะลดทอนคุณค่าความเป็นคนของเด็กเหล่านั้นเพื่อให้สิ่งที่ทำถูกต้องในความรู้สึกของเขา 

 

          ‘การตายของมันจะทำให้คุณโชคดี’


          เขายังบอกกับสำนักข่าวอีกว่าหากเป็นเด็กผู้ชายจะมีการตัดศีรษะและอวัยวะเพศออก จากนั้นก็ขุดหลุมในพื้นที่ที่มีการทำธุรกิจและนำชิ้นส่วนต่าง ๆ ใส่ในหลุมและฝังกลบพร้อมกัน หลังจากการแฝงตัวบีบีซีได้นำหลักฐานไปมอบให้แก่ตำรวจ แต่ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ถูกจับตัวและยังคงเป็นอิสระ! 
เด็กชายชาวยูกันดารอดชีวิตจากการบูชายัญมาได้แต่ก็ต้องมีบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจไปตลอดชีวิต           การลักพาตัวเด็กเพื่อทำบูชายัญมีมาอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งในปี ค.ศ.2021 และที่น่าตกใจคือบางครั้งผู้ที่กระทำการบูชายัญคือพ่อแม่ของเด็กเอง! และบางครั้งพ่อแม่เด็กก็ยินยอมที่จะขายเด็กให้กับหมอไสยเวทที่ทำพิธีเพื่อแลกกับเงิน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แม้จะยากต่อการเข้าใจ และไม่เห็นถึงเหตุผลเพียงพอที่จะ ‘ฆ่า’ เด็กสักคนหนึ่งก็ตาม แต่มีรายงานว่าเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำของชนชั้นในสังคมของประเทศยูกันดา  เนื่องจากมีช่องว่างของคนรวยและคนจนอยู่มาก คนที่จนจึงต้องการที่จะร่ำรวยมากขึ้น 

 

          ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจของยูกันดาเติบโตสูงสุดและมีคนที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยในช่วงนี้เกิดขึ้นมากมาย  ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นแคมเปญประชาสัมพันธ์ชั้นดีให้กับหมอไสยเวท  พวกเขาระบุว่าคนที่ร่ำรวยขึ้นมาบางคนนั้นก็เพราะได้ทำพิธีบูชายัญ! และจากจุดนั้นเองการบูชายัญเด็กก็ได้กลายเป็นธุรกิจโดยไม่สนใจถึงศีลธรรมอีกต่อไป  มีรายงานด้วยว่าในช่วงของการเลือกตั้ง อัตราการลักพาตัวเด็กเพื่อไปบูชายัญนั้นสูงขึ้นเสมอ ... อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะช่องว่างทางกฏหมายของยูกันดา ที่ทำให้หมอไสยเวทซึ่งประกอบพิธีบูชายัญเด็กไม่ได้รับโทษถึงประหารชีวิต และไม่สามารถเอาผิดกับคนที่จ่ายเงินเพื่อซื้อบริการเหล่านี้ซึ่งเป็นต้นน้ำของเรื่องราวทั้งหมด
    ….
          ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากมีหน่วยงานทั้งในและนอกประเทศช่วยกันเดินหน้าเรียกร้องและตีแผ่ ‘ธุรกิจค้ามนุษย์’ ที่เกิดขึ้นอย่างโจ๋งครึ่มตลอดสิบปี  กฏหมายที่ออกมาป้องกันและปิดรูโหว่ทางกฏหมายทั้งหมดในยูกันดาจึงถูกประกาศใช้เพื่อปกป้องและเอาผิดกับการทำพิธีบูชายัญเด็กในที่สุด

 

          เมื่อหันกลับไปมองประวัติศาสตรของการบูชายัญ  จะพบว่าโลกนั้นไม่ได้ดำเนินไปได้ด้วยด้านที่สวยงามเพียงด้านเดียว ..  ความกลัวและปัญหาต่าง ๆ ที่ไม่อาจเข้าใจ ได้ขับเคลื่อนโลกใบนี้อยู่เสมอ  อยู่ที่ว่าเราจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรในฐานะมนุษย์

 

          และเมื่อมองสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศยูกันดา ผู้เขียนก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า

 

          ในขณะที่พวกเขาบางส่วนยอมแลกชีวิตของเด็ก เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

 

          ‘เราได้เคยบูชายัญ ศีลธรรม ความดี และความถูกต้อง เพื่อแลกกับบางสิ่ง อย่างที่เกิดกับคนในยูกันดาหรือไม่?’

          :)

 

พีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์
--------------------
ที่มา: