จากข้อมูลที่หลุดรั่วชนิดได้รับฟังกันอย่างหูผึ่ง พบว่า ใครบางคนที่มีเก้าอี้ระดับบิ๊กๆ ละแวกสนามบินน้ำพยายามชี้ช่องว่า "เคสนี้ไม่น่าจะมีความผิด..." ทั้งๆที่หลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่า "ส่อแววกระทำผิดโดยมีขบวนการทางกฎหมายร่วมกันร่างสัญญาแบบเซียนเหยียบเมฆ"
ข้อมูลวงใน ยังระบุ บิ๊กๆสนามบินน้ำบางคนแตะมือบิ๊กตำรวจนายหนึ่งที่กำลังขึ้นหม้อพยายาม"พลิกคดี"รถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ได้ เพราะหากการต่อสัญญาครั้งที่หนึ่ง"พบมูลความผิด" สัญญาอื่นๆที่เกี่ยวข้องจะต้องยกเลิกไปโดยปริยายและอาจกระทบเจ้าของสัมปทานในโครงการอื่นๆแบบโดมิโน
เมื่อสภาพการณ์เป็นแบบนี้ อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้"ชูวิทย์"ต้องขยับในวาระนี้ก็เป็นได้..
อีกทั้งยังให้ชวนคิดกันต่อ คดีดังหลายคดีที่มีการร้องเรียนให้ป.ป.ช.สอบสวน โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับ "การลงทุนขนาดใหญ่ รัฐวิสาหกิจ" ตามที่กรรมการปปช.บางคนรับผิดชอบนั้น นับจากวันนั้นถึงวันนี้ คดีเหล่านี้ยังไม่มีความกระจ่างและคล้ายว่าจะทอดเวลาจนสังคมลืมเลือนนัยว่า ปล่อยให้เฉียดฉิว"หมดอายุความ"
บวกกับการยอมรับของปปช.บางคน เช่น "สุภา ปิยะจิตติ" ว่าโดนฟ้องร้องหลายคดีในการปฏิบัติหน้าที่นั้น น่าคิดว่าทำไมคู่กรณีไม่ฟ้องป.ป.ช.ทั้งเก้าคน และทำไมเจาะจงเลือกฟ้องป.ป.ช.เจ้าของสำนวนเพียงลำพัง
จังหวะประเหมาะเพลานี้ ป.ป.ช.กำลังสรรหากรรมการป.ป.ช.ใหม่ทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีการเสนอชื่อบุคคลหลายวงการเพื่อให้ส.ว.ลงมติ แว่วว่า"บิ๊กสีกากี"บางรายแตะมือกับใครบางคนย่านสนามบินน้ำผลักดันบุคคลในสังกัดให้ผ่านการคัดเลือกเพื่อมาสานต่อภารกิจย่านสนามบินน้ำในวันข้างหน้า
ประมวลจากเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงข้างต้น อาจไม่เกี่ยวกันในสายตาสังคม (คดีรถไฟฟ้าสายสีส้มและรถไฟฟ้าสายสีเขียวรวมทั้งการสรรหาปปช.บางตำแหน่ง ) แต่ทว่า คนวงในย่านสนามบินน้ำที่จับจังหวะได้ย้ำว่า "วาระเหล่านี้ยึดโยงกันแบบที่สังคมวงกว้างจับทางไม่ได้" และจะมีผลในวันข้างหน้า...แน่นอน
มีสัญญาณ บุคคลแถวย่านสนามบินน้ำ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผ่านไปให้ "ชูวิทย์" นำไปขยายผลในทำนอง "ขนมจีนผสมน้ำยา"เพื่อขยายประเด็นและเลี้ยงกระแสให้กระทบหลายฝ่ายเพื่อกลบกระแสบางอย่างและสร้างประเด็นใหม่ๆขึ้นมาเบนความสนใจ
เกมนี้ลึกยิ่ง ชวนติดตามว่าใครจริงใครลวง เพื่อประโยชน์ประการใด สังคมควรใคร่ครวญ