ในจังหวะเดียวกันนั้น มีความพยายามจากพรรคเพื่อไทย ยื่นเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 วรรคสอง เกี่ยวกับคุณสมบัติและนายกรัฐมนตรีและความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว , ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 เกี่ยวกับสิทธิของบุคคลและชุมชน และร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยเพิ่มความเป็นวรรคห้าของมาตรา 25 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 29 เพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นมาตรา 29/1 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 34,44,45,47และ 48
น้ำหนักอยู่ที่ร่างแรกคือที่มาของครม.เพราะต้องเป็นส.ส.เท่านั้น หากส.ส.คนนั้นรับเก้าอี้รมต. จำต้องสละเก้าอี้ส.ส. โดยเกมนี้เพื่อไทยได้ย้อนไปใช้กติกาหลัก( รัฐธรรมนูญ2540 )ซึ่งหลายคนยอมรับว่าเป็นกติกาหลักที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของเมืองไทย
เพื่อไทยออกอาวุธนี้เพื่อเบรกเส้นทางของ"ลุงตู่"เป็นการเฉพาะ เพราะหากกติกานี้แก้ได้ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากส.ส.เท่านั้น (เพื่อไทยรู้ว่า"ลุงตู่"น่าจะไม่ลงจากหอคอยงาช้างเพื่อลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรจึงยื่นร่างนี้เข้ามาในครั้งล่าสุด)
กรณีนี้จะเป็นหนึ่งในหมากตัวใหม่ซึ่งเพื่อไทยนำมาใช้บนเวทีการเมือง นัยว่าขอจุดกระแสใหม่ขึ้นแบบต่อเนื่อง และหามูลเหตุไปโจมตีตอนหาเสียงงวดหน้า (หากไม่มีการแก้ไข)
โดยนัยยะนั้นจะเสนอแก้กติกาหลักเกือบทั้งฉบับ(ที่มาจากยกร่างคสช.)เป็นจุดขาย และคืนความเป็นประชาธิปไตยอีกชั้นหนึ่งให้สังคม (นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. /ส.ส.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน)
เพื่อไทย อ่านจังหวะการเมืองออกแล้วในชั้นหนึ่งว่าภาวะขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่าและพลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา แยกไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจใหม่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรีขัดแย้งกับนายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มพลังชล/ แรมโบ้อีสานแยกไปตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ ส.ส.หลายคนเวลาลงพื้นที่ไม่กล้าออกตัวว่าสังกัดพปชร.
ความไม่ชัดเจนเรื่องผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. แต่ทีมผู้สมัครส.ก.ของ พชปร.บางส่วนย้ายมาสวมเสื้อทีมรักษ์กรุงเทพอย่างชัดแจ้ง มีสูงยิ่งและเปราะบาง
ในการเปิดประชุมสภาผู้แทนฯงวดหน้า กฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น ร่างกฎหมายงบประมาณ,ร่างพรป.สองฉบับ,ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเข้าสู่วาระต่อๆไป รวมทั้งการเปิดเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.งวดส่งท้าย ตัวแปรหลักที่จะทำให้เกิดความพังของเรือเหล็ก( โดยเฉพาะ"ลุงตู่" ) คือเสียงส.ส.ในปีกของผู้กองคนดังที่รับรู้ว่ากระจายตัวอยู่ในหลากพรรค ( รัฐบาล-ฝ่ายค้าน )ว่าจะเทแต้มไปในทางใด และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะดูแลส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทยได้ตามคำมั่นที่ให้ไว้ได้หรือไม่ หรือแม้แต่นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะย้ำกับ"ลุงตู่"ว่า เชื่อว่าระดมได้สองร้อยหกสิบเสียงในการหนุน"ลุงตู่" ก็ตาม(ต้องรอดูกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นหลัก)
ตอนนี้สารพันหมากการเมืองโดนแต่ละฝ่ายโยนออกมาเนืองๆ ดังนั้นยามนี้และยามหน้าฝ่ายใดคุมเสียงไว้ได้ย่อมได้เปรียบ (เสียงที่ระดมไว้นั้น มาจากตัวแปรใด...น่าคิด) และอย่าลืมว่าการเมืองนั้นไม่มีความแน่นอน
เหตุพลิกผันย่อมบังเกิดได้เสมอ