“ถ้าผมมีความผิดจริงตามที่กล่าวหา ตำรวจก็คงไม่ปล่อยตัวออกมาโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา” นายวีรศักดิ์กล่าว
พร้อมกันนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า การร้องเรียนที่เกิดขึ้นอาจมีการเตรียมการและวางแผนมาเป็นอย่างดี เนื่องจากมีการแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้หลายเดือน ก่อนจะนำเรื่องไปร้องเรียนต่อสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา
ในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “มาเฟีย” หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ป่าตอง นายวีรศักดิ์ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่าใช้ชีวิตปกติ เดินทางคนเดียว ไม่มีคนขับรถหรือผู้ติดตาม และไม่ได้มีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่รัฐรายใด
“ถ้าผมเป็นมาเฟียจริง คนทั้งจังหวัดต้องรู้จักผม แต่ความจริงคนรู้จักผมน้อยมาก คำว่ามาเฟียห่างไกลจากผมมาก” นายวีรศักดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองในซอยแสนสบายนั้น นายวีรศักดิ์ ยืนยันว่าไม่ใช่ตนอย่างแน่นอน พร้อมอ้างว่ามีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นผู้เรียกเก็บเงินตัวจริง รวมถึงเส้นทางการเงินว่าเงินถูกส่งต่อไปถึงใคร
“ผมมีไพ่เด็ดอยู่ในมือ รู้ว่าใครเป็นคนเก็บเงิน และเก็บแล้วส่งต่อให้ใคร แต่เรื่องนี้จะเปิดเผยในชั้นศาลเท่านั้น รับรองว่าถ้าเปิดชื่อออกมาจะมีคนหนาวจนเป็นไข้จับสั่นแน่นอน” นายวีรศักดิ์กล่าว
ทั้งนี้ นายวีรศักดิ์ยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในซอยแสนสบายอย่างเท่าเทียม ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเอง หรือทนายความ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคม
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า แม้จะไม่ใช่คนภูเก็ตโดยกำเนิด แต่ได้ใช้ชีวิตและทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตมานานกว่า 20 ปี และได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในจังหวัดภูเก็ตแล้ว โดยมองว่าภูเก็ตคือบ้านของตน
พร้อมแสดงความกังวลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก หากมีการนำเสนอข้อมูลจนทำให้เกิดภาพจำว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยมาเฟีย หรือผู้มีอิทธิพล
“ถ้าใครมีปัญหากับผม ก็ขอให้สู้กันในกระบวนการยุติธรรม อย่าเอาภูเก็ตเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะความเสียหายไม่ได้เกิดกับผมคนเดียว แต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตด้วย” นายวีรศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย