เนชั่นทีวี

ข่าว

โต้เป็นมาเฟียป่าตอง "วีรศักดิ์" กางคำพิพากษาสั่งคู่กรณีจ่ายหนี้ร้อยล้าน

15 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

โต้เป็นมาเฟียป่าตอง "วีรศักดิ์" กางคำพิพากษาสั่งคู่กรณีจ่ายหนี้ร้อยล้าน

"วีรศักดิ์" นักธุรกิจวัย 71 ปี แถลงโต้ปมถูกร้องเรียนเป็น "มาเฟียป่าตอง" ยันไม่เคยเก็บค่าคุ้มครอง เผยชนวนเหตุที่แท้มาจากข้อพิพาทที่ดิน พร้อมแฉกลับมีหลักฐานเส้นทางการเงิน คนเก็บส่วยตัวจริง เตรียมหงายไพ่เด็ดในชั้นศาล ลั่น "เปิดชื่อมามีหนาวไข้จับสั่นแน่"

"วีรศักดิ์" นักธุรกิจวัย 71 ปี แถลงโต้ปมถูกร้องเรียนเป็น "มาเฟียป่าตอง" ยันไม่เคยเก็บค่าคุ้มครอง เผยชนวนเหตุที่แท้มาจากข้อพิพาทที่ดิน พร้อมแฉกลับมีหลักฐานเส้นทางการเงิน คนเก็บส่วยตัวจริง เตรียมหงายไพ่เด็ดในชั้นศาล ลั่น "เปิดชื่อมามีหนาวไข้จับสั่นแน่"

KEY

POINTS

  • ปฏิเสธข้อหามาเฟีย-แจงเป็นคดีแพ่ง: นายวีรศักดิ์ นิมิตตกานนท์ นักธุรกิจวัย 71 ปี แถลงโต้กรณีถูกร้องเรียนว่าเป็นมาเฟียป่าตอง ยืนยันปมขัดแย้งเกิดจากเรื่องที่ดินและทางภาระจำยอมในซอยแสนสบาย ซึ่งตนเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลอุทธรณ์ โดยคู่กรณีมีหนี้ตามคำพิพากษารวมแล้วกว่า 140-150 ล้านบาท แต่ยังไม่มีการชำระ
  • ขู่แฉไพ่เด็ด "เส้นทางเงินค่าคุ้มครอง": เจ้าตัวปฏิเสธเรื่องการเรียกเก็บค่าคุ้มครองอย่างสิ้นเชิง พร้อมอ้างว่ามีข้อมูลลับและหลักฐานเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลที่เรียกเก็บเงินส่วยตัวจริงในพื้นที่ป่าตอง ซึ่งเตรียมจะนำไปเปิดเผยในกระบวนการชั้นศาล

15 มิถุนายน 2569 นายวีรศักดิ์ นิมิตตกานนท์ นักธุรกิจวัย 71 ปี ออกมาแถลงข่าวตอบโต้กรณีถูกกลุ่มผู้ประกอบการในซอยแสนสบาย หาดป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ร้องเรียนต่อรัฐบาลให้ตรวจสอบพฤติกรรมเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลและมาเฟียในพื้นที่ โดยยืนยันว่าไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่เคยเรียกเก็บค่าคุ้มครอง และพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกฝ่ายอย่างละเอียด

สำหรับการแถลงข่าวนี้ เกิดขึ้นภายหลังนายวีรศักดิ์เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง และเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเพจข่าว 3 เพจ ที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับข้อร้องเรียนดังกล่าว

โดย นายวีรศักดิ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทว่า เป็นความขัดแย้งเรื่องที่ดิน และทางภาระจำยอมในซอยแสนสบายที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2560 ที่ตนเข้ามาเจรจาซื้อที่ดินบริเวณปากซอยแสนสบาย ก่อนที่คู่กรณีจะเข้ามาแสดงความประสงค์ซื้อเช่นกัน ทำให้ตนชะลอการซื้อออกไป กระทั่งภายหลังคู่กรณีเปลี่ยนใจไม่ซื้อ ตนจึงกลับมาเจรจาและใช้เวลากว่า 1 ปีจึงสามารถซื้อที่ดินดังกล่าวได้สำเร็จ

นายวีรศักดิ์ นิมิตตกานนท์ นักธุรกิจวัย 71 ปี

ต่อมาได้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้ทางภาระจำยอม จนนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล โดยศาลชั้นต้น พิพากษาให้ฝ่ายคู่กรณีร่วมชำระค่าเสียหายจำนวน 5 ล้านบาท พร้อมค่าเสียหายรายเดือน ขณะที่ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเพิ่มค่าเสียหายเป็น 28.5 ล้านบาท และกำหนดให้ชำระค่าเสียหายเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด

นายวีรศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันคู่กรณียังไม่ได้ชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษา ซึ่งรวมเป็นเงินประมาณ 140-150 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า ข้อพิพาททั้งหมดเป็นเรื่องทางแพ่งและกระบวนการยุติธรรม ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อิทธิพลแต่อย่างใด

สำหรับกรณีที่มีการแจ้งความกล่าวหาตนในข้อหาบุกรุก ขู่กรรโชกทรัพย์ อั้งยี่ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้นั้น นายวีรศักดิ์ ระบุว่า ได้เข้าให้ปากคำกับตำรวจแล้ว และหลังการสอบสวนยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ แก่ตน

“ถ้าผมมีความผิดจริงตามที่กล่าวหา ตำรวจก็คงไม่ปล่อยตัวออกมาโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา” นายวีรศักดิ์กล่าว

พร้อมกันนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า การร้องเรียนที่เกิดขึ้นอาจมีการเตรียมการและวางแผนมาเป็นอย่างดี เนื่องจากมีการแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้หลายเดือน ก่อนจะนำเรื่องไปร้องเรียนต่อสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา

ในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “มาเฟีย” หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ป่าตอง นายวีรศักดิ์ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่าใช้ชีวิตปกติ เดินทางคนเดียว ไม่มีคนขับรถหรือผู้ติดตาม และไม่ได้มีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่รัฐรายใด

“ถ้าผมเป็นมาเฟียจริง คนทั้งจังหวัดต้องรู้จักผม แต่ความจริงคนรู้จักผมน้อยมาก คำว่ามาเฟียห่างไกลจากผมมาก” นายวีรศักดิ์ กล่าว

ส่วนกรณีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองในซอยแสนสบายนั้น นายวีรศักดิ์ ยืนยันว่าไม่ใช่ตนอย่างแน่นอน พร้อมอ้างว่ามีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นผู้เรียกเก็บเงินตัวจริง รวมถึงเส้นทางการเงินว่าเงินถูกส่งต่อไปถึงใคร

“ผมมีไพ่เด็ดอยู่ในมือ รู้ว่าใครเป็นคนเก็บเงิน และเก็บแล้วส่งต่อให้ใคร แต่เรื่องนี้จะเปิดเผยในชั้นศาลเท่านั้น รับรองว่าถ้าเปิดชื่อออกมาจะมีคนหนาวจนเป็นไข้จับสั่นแน่นอน” นายวีรศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ นายวีรศักดิ์ยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในซอยแสนสบายอย่างเท่าเทียม ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเอง หรือทนายความ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคม

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า แม้จะไม่ใช่คนภูเก็ตโดยกำเนิด แต่ได้ใช้ชีวิตและทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตมานานกว่า 20 ปี และได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในจังหวัดภูเก็ตแล้ว โดยมองว่าภูเก็ตคือบ้านของตน

พร้อมแสดงความกังวลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก หากมีการนำเสนอข้อมูลจนทำให้เกิดภาพจำว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยมาเฟีย หรือผู้มีอิทธิพล

“ถ้าใครมีปัญหากับผม ก็ขอให้สู้กันในกระบวนการยุติธรรม อย่าเอาภูเก็ตเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะความเสียหายไม่ได้เกิดกับผมคนเดียว แต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตด้วย” นายวีรศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย