ทำให้เวลาต่อมา บรรดาขุนพลพรรคเพื่อไทย เรียงหน้าออกมาตอบโต้ ขณะที่คนถูกพาดพิงอย่าง"เศรษฐา ทวีสิน"เหมือนวางเกมรับพร้อมรุก ด้วยการนำเสนอท่าทีอย่างผู้มีวุฒิภาวะ สุขุมคัมภีรภาพ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>>
"...พลเอกประยุทธ์ เป็นผู้ใหญ่ ท่านพูดอะไร ผมมีวัยวุฒิน้อยกว่าพลเอกประยุทธ์ ก็ต้องฟัง คงไม่มีความคิดเห็นไปมากกว่านี้… ”
นี่คือ คำกล่าวของ "เศรษฐา ทวีสิน" ในวันที่เข้ารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เมื่อวันที่ 1 มี.ค.
ถ้อยความของ"พล.อ.ประยุทธ์" ที่มีไปถึง "เศรษฐา ทวีสิน" และการถ่ายทอดข้อความของ"เศรษฐา"สื่อสารกลับไปถึง"พล.อ.ประยุทธ์" ยิ่งเป็นเครื่องสะท้อนตอกย้ำตัวตน"พล.อ.ประยุทธ์" และ "เศรษฐา" ให้เกิดการเปรียบเทียบ"วุฒิภาวะผู้นำ" อย่างเด่นชัด ออกสู่สายตาสาธารณะ
เป็นการเปรียบเทียบให้เห็น จุดแข็ง - จุดอ่อน ของแต่ละคน
คำกล่าวของ "พล.อ.ประยุทธ์" บอกถึงความเป็น"เศรษฐา" เขาเด่นตรงไหน เก่งธุรกิจ…เหมือนเป็นการเปิดกำแพงให้คู่แข่งทะลุทะลวง ย้อนถามกลับมาได้ว่า "แล้วพล.อ.ประยุทธ์" เก่งตรงไหนบ้างโดยเฉพาะด้านธุรกิจ จะเก่งเท่า"เศรษฐา"หรือไม่ ล้วนเปิดช่องโหว่ โดนตั้งคำถามย้อนกลับได้อีกเช่นกัน
"ทุกคนทราบว่าประเทศเป็นของทุกคนส่วนนายเศรษฐาเก่งอย่างไรนั้น คนในแวดวงธุรกิจทราบกันดี ไม่เหมือนพล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในค่ายทหารมาตลอดชีวิต และประกาศตัวเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จึงตั้งคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรนิ่ง และควรแสดงวุฒิภาวะ หรือใจกว้างมากกว่านี้"
"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ขุนพลฝีปากกล้าจากพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 2 มี.ค.66
"ดิฉันไม่แน่ใจ นายกฯต้องหัวเสีย พูดถึงทักษิณก็หัวเสีย พูดถึงคุณเศรษฐา ก็หัวเสียอีก ว่าคุณเศรษฐา เก่งมาจากไหนอย่างไร ดิฉันงง ท่านนายกฯเก่งมาจากไหนเป็นอะไร ก็เป็นทหารคนหนึ่ง เพราะฉนั้นอย่าไปดูถูกคนอื่น ในยุคที่บ้านเมืองต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นฟู เพราะฉะนั้น ใครที่เป็นักธุรกิจที่เก่งเข้ามาช่วยเหลือประเทศชาติ ควรต้องช่วยกันทั้งประเทศ เขามีใจมาช่วย ดิฉันคิดว่าดีแล้วที่ได้คนมีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วย"
"ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด" ประธานภาคกทม.พรรคเพื่อไทยให้ความเห็นเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 66 ไว้อย่างน่าสนใจ
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวพรรคการเมือง เดินเข้าสู่สนามการหาเสียง"เลือกตั้ง66" จัดวางขุนพล กำหนดยุทธศาสตร์ช่วงชิงคะแนนสร้างความได้เปรียบ หากหยิบยกกรณี"เพื่อไทย"เปิดตัว"เศรษฐา ทวีสิน"เป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยในครั้งนี้ ดูจะสร้างความสั่นสะเทือนระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นการทดสอบปฏิกิริยาฝ่ายตรงข้าม หรือคู่แข่งทางการเมือง
อย่างน้อย "พล.อ.ประยุทธ์" คือ บุคคลหนึ่งที่กระโดดลงไปติดกับดัก ยุทธศาสตร์ช่วงชิงคะแนน ทำลายเครดิตฝ่ายตรงข้าม อันเป็นงานถนัดของเพื่อไทยเข้าไปเต็มๆ
ช้าก่อน นี่เป็นเพียงแค่กลยุทธ์เบื้องแรกของ"พรรคเพื่อไทย" ในการขุดบ่อเปิดจุดอ่อนฝ่ายตรงข้าม เพราะหากเจาะลึกลงไปอีกยังพบว่า "เพื่อไทย"เตรียมปล่อยของผ่านตัวตนคนชื่อ"เศรษฐา ทวีสิน" ที่ยังเก็บซ่อนศาสตราวุธไว้อีกมาก
อย่าลืมว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา "อุ๊งอิ๊งค์" แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ปูพรมสร้างภาพจำทางการเมืองผ่านเวทีเลือกตั้งสนามต่างๆ ตั้งแต่เหนือ อีสาน และใต้ แต่ด้วยสภาพของร่างกาย"อุ๊งอิ๊งค์" ที่ต้องเตรียมเข้าคอร์สดูแลก่อนคลอดบุตร ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน ฉะนั้นเพื่อไทย จึงจะมีการขับเน้น "เศรษฐา ทวีสิน" ขึ้นมาแทนที่
เมื่อไล่เลียงกำหนดการลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง ได้วางตัว"อุ๊งอิ๊งค์" ในการลงพื้นที่ดังนี้ 11-12 มี.ค.เดินทางลงไปบ้านใหญ่ โคราช บุรีรัมย์ สุรินทร์ สัปดาห์ถัดไป 11-12 มี.ค. พิจิตร พิษณุโลก วันที่ 18 มี.ค. ชลบุรี ระยอง 25 มี.ค.สระบุรี-สมุทรปราการ
หลังจากนั้น จะมีการปรับเกมให้"อุ๊งอิ๊งค์" พักร่างกาย ใช้วิดีโอคอลในการหาเสียงและจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับพื้นที่กทม. เมื่อถึงวันนั้น "เศรษฐา ทวีสิน" จะมีบทบาทนำในการลงพื้นที่แทน
"ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย" ประเดิมลงพื้นที่ช่วยหาเสียงกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในพื้นที่กทม. ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 มี.ค. เวลา 10 โมงเช้า ที่เขตยานนาวา บางคอแหลม กทม.
การจัดวางเกมให้"อุ๊งอิ๊งค์" เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มีภาพความโดดเด่นเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ขณะที่ "เศรษฐา ทวีสิน" มีภาพของการเป็นนักธุรกิจ มีมุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจ
นี่จึงเป็นอีกเป้าหมายของการขับเน้น "2 แคนดิเดตนายกฯ"ให้เป็นที่ต้องการของคนเมือง เรียกว่า สองแรงแข็งขัน สร้างจุดเด่นเรียกคะแนนคนเมืองสร้างแลนด์สไลด์กรุงเทพมหานคร โดย"เพื่อไทย"วางเป้าหมายว่าจะได้รับชัยชนะมากกว่า 20 ที่นั่งจาก 33 ที่นั่งกันเลยทีเดียว
"พรรคเพื่อไทย" กำหนดยุทธศาสตร์เลือกตั้งอย่างเป็นระบบ หรือแม้แต่ การเตรียมพร้อมให้ "เศรษฐา"เคลื่อนไหวในพื้นที่มากกว่าการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลอย่างที่ผ่านมา
หวังลบคำปรามาสจากใครบางคนที่ประเมินคนชื่อ"เศรษฐา" ผ่านวาทกรรม"เก่งด้านไหน เก่งอะไรมา เป็นแค่นักธุรกิจมิใช่หรือ..."
ทว่า นักธุรกิจรายนี้ กำลังประกาศตน เป็นนักการเมืองเต็มตัวบน"เวทีปราศรัยหาเสียง"ที่จัดเตรียมการไว้แล้ว ชนิดที่ "พล.อ.ประยุทธ์"คงคาดไม่ถึง เช่นเดียวกัน