จับตา 8 พ.ค. ชี้ชะตาประธาน กสทช. สะพัดกระแสข่าวจ้างล้มองค์ประชุม!
06 พ.ค. 2569

วงการสีกากี-การเมืองระอุ! จับตาประชุมสรรหา กสทช. ชุดเดิมถกปมคุณสมบัติ "นพ.สรณ" หลังสะพัดหนักเสนอเงินจ้างกรรมการไม่ให้เข้าประชุม หวังทำองค์ประชุมล่มหนีตรวจสอบ
ข่าว
06 พ.ค. 2569

วงการสีกากี-การเมืองระอุ! จับตาประชุมสรรหา กสทช. ชุดเดิมถกปมคุณสมบัติ "นพ.สรณ" หลังสะพัดหนักเสนอเงินจ้างกรรมการไม่ให้เข้าประชุม หวังทำองค์ประชุมล่มหนีตรวจสอบ
6 พฤษภาคม 2569 เจาะลึกปมร้อน กสทช. กับการนัดประชุมคณะกรรมการสรรหาชุดปี 2564 เพื่อชี้ขาดสถานะ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องอำนาจมืด และการเสนอค่าตอบแทน เพื่อล้มการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ป.ป
ช. ซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของ องค์กรอิสระ ในการตีความข้อกฎหมายมาตรา 15/1 ของ กสทช และการทำหน้าที่ของ บอร์ดกสทช ที่กำลังถูกจับจ้องจากสังคม
ตามที่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายธุรการ ได้มีหนังสือเชิญไปยัง คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดเดิมให้มาประชุมร่วมกัน ในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 นี้เพื่อขอให้พิจารณาและให้ความเห็น ต่อข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสถานะและคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.นั้น
แหล่งข่าวจากแวดวงรัฐสภาเปิดเผยว่า ก่อนจะถึงวันนัดประชุมในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวที่ค้างคามาเกินสองปี มีกระแสข่าวถึงความพยายามกดดันไม่ให้การประชุมเกิดขึ้น โดยมีการกล่าวอ้างถึงการเสนอค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนสูง เพื่อแลกกับการไม่เข้าร่วมประชุมของกรรมการบางราย โดยเฉพาะที่เกษียณอายุไปแล้ว เนื่องจากไม่ต้องถูกตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมาย ป.ป.ช. แล้ว
ทั้งนี้ กระแสข่าวดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการ และยังไม่ปรากฏว่า มีการร้องเรียนต่อหน่วยงานตรวจสอบใด
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาคือ ความครบถ้วนขององค์ประกอบและองค์ประชุม เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาบางรายเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หรือถูกมอบหมายในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ระหว่างดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ และต่อมาพ้นจากตำแหน่งเดิม หรือเกษียณอายุไปแล้ว
ส่งผลให้เกิดคำถามว่า ยังสามารถเข้าร่วมการหารือหรือให้ความเห็นได้หรือไม่ หากไม่สามารถจัดให้ครบองค์ประชุมได้ การพิจารณาประเด็นคุณสมบัติก็อาจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
สำหรับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีหนังสือเชิญเพื่อสอบถามความเห็นในครั้งนี้ เป็นชุดเดียวกับที่ทำหน้าที่คัดเลือกกรรมการ กสทช. เมื่อปี 2564 ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจาก 7 องค์กรอิสระ ได้แก่
• ตัวแทนศาลรัฐธรรมนูญ – นายนภดล เทพพิทักษ์
• ตัวแทนศาลฎีกา – นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
• ตัวแทนศาลปกครองสูงสุด – นายวิษณุ วรัญญู
• ตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) – นายณรงค์ รัฐอมฤต
• ตัวแทนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) – นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์
• ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน – นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต
• ตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย – นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (กรรมการโดยตำแหน่ง)
ในส่วนของ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้เดียวที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ปัจจุบันได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี มีความน่าจะเป็นว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบันคือ นายวิทัย รัตนากร จะต้องมาร่วมประชุมตามตำแหน่งแทน ทั้งนี้โดยไม่ต่างจากรูปแบบที่ปฏิบัติกันในการสรรหากรรมการอิสระในองค์กรอื่น
ในทางข้อกฎหมาย นักวิชาการด้านกฎหมายบางส่วนชี้ว่า มาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง 2553ฯ (แก้ไขเพิ่มเติม) วางหลักไว้ชัดเจนว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหา หรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย และคำวินิจฉัยดังกล่าวให้เป็นที่สุด ซึ่งเป็นเหตุให้การสอบถามความเห็นจากคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ยังถูกมองว่ามีฐานทางกฎหมายรองรับ และถือว่าเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบมา ที่ยังคงผูกพันอยู่ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นไว้
ทั้งนี้ ตามหมายประชุมของสำนักเลขาธิการวุฒิสภาในวาระดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าเป็นวาระลับแต่อย่างใด ซึ่งการวินิจฉัยของกรรมการสรรหาจะเป็นการใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 15/1 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ การขาดคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ซึ่งตามหลักฐานข้อเท็จจริง ที่เคยได้มีการตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการไอซีที ของวุฒิสภาชุดก่อนปรากฏว่า ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่ขัดมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งกำหนดว่า ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ต้องแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภา ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ก่อนการนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว กฎหมายให้ ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิในการเข้ารับการแต่งตั้ง และต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ โดยผู้ที่ถูกถือว่าสละสิทธิจะไม่สามารถเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ได้ และให้ถือว่าไม่เคยเป็นกรรมการมาเลย ซึ่งยังคงมีประเด็นสืบเนื่องว่ามติต่างๆ ที่ นพ.สรณเคยลงไประหว่างสี่ปีที่ผ่านมาในฐานะกรรมการและประธานกสทช.จะมีปัญหาตามมาหรือไม่ อย่างไร
แหล่งข่าวประเมินว่า หากการหารือหรือการประชุมในวันที่ 8 พฤษภาคมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ อาจทำให้ปมคุณสมบัติของประธาน กสทช. ยังคงค้างอยู่ในทางปฏิบัติต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการเสนอแต่งตั้งกรรมการ กสทช.ทั้ง 7 คน และนายกรัฐมนตรียังเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อีกด้วยว่า อาจเข้าข่ายเพิกเฉย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอาจผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย
ข่าวล่าสุด