แหล่งข่าวในสำนักงาน กสทช. ระบุด้วยว่า หลังหนังสือของ ป.ป.ช. มาถึงสำนักงาน มีความพยายามไม่ให้เรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม กสทช. โดยอ้างว่า คุณหมอสรณได้สั่งการให้นายไตรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ กสทช. ห้ามนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม หรือแจ้งให้กรรมการ กสทช. รับทราบโดยเด็ดขาด
แนวทางที่ถูกยืนยันภายใน คือการย้ำว่า ประธาน กสทช. ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมาแล้วโดยคณะกรรมการสรรหา กสทช. และต่อมายังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จึงไม่ควรตีความหรือดำเนินการใดนอกเหนือไปจากแนวทางเดิม
พร้อมกันนั้น ยังมีการยืนยันด้วยว่า คณะกรรมาธิการ ICT วุฒิสภาชุดที่แล้ว ซึ่งเคยตรวจสอบประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ก่อนหน้านี้ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว และให้ยึดแนวตีความว่า การตรวจสอบคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของ กสทช. เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความไว้แล้ว
แต่เมื่อย้อนดูไทม์ไลน์ของเรื่องนี้ จะพบว่าปมดังกล่าวไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่พยายามอธิบาย เพราะเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2564 นายแพทย์สรณได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ร่วมกับบุคคลอื่นรวม 7 คน ให้เป็นผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. โดยในชั้นนั้นถือว่าได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว
หลังจากนั้น คณะกรรมการสรรหาได้ส่งรายชื่อผู้สมควรได้รับเลือกทั้ง 7 คนไปยังวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งหากดูตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็อาจตีความได้ว่า บทบาทของคณะกรรมการสรรหาได้สิ้นสุดลงตั้งแต่รายชื่อถูกส่งเข้าสู่กระบวนการของวุฒิสภาแล้ว
ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม 2564 วุฒิสภาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จำนวน 5 คน และในวันที่ 10 มกราคม 2565 ผู้ที่ยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่กำหนด ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูล ทั้งหมดนี้เป็นไปตามมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
จากนั้นในวันที่ 13 เมษายน 2565 นายแพทย์สรณและกรรมการ กสทช. ที่ได้รับความเห็นชอบทั้ง 5 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยตามมาตรา 5 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
อย่างไรก็ตาม ปมที่ทำให้ข้อสงสัยยังคงอยู่คือ ข้อเท็จจริงอีกด้านซึ่งถูกหยิบขึ้นมาอ้างอิงในเอกสารและการตรวจสอบก่อนหน้านี้ โดยสรุปในทำนองว่า แม้นายแพทย์สรณจะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 อันถือเป็นการแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐแล้วตามมาตรา 18 แต่ยังมีข้อมูลอีกด้านที่ระบุว่า เจ้าตัวยังคงตรวจและรักษาคนไข้ พร้อมได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่องจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีกประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ คือเรื่องการลาออกจากการเป็นกรรมการของ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้อมูลที่ถูกอ้างระบุว่า มีเพียงการประกาศลาออกทางหนังสือพิมพ์ หรือมีหนังสือแจ้งว่าไม่ขอรับตำแหน่ง แต่ยังไม่มีหนังสือลาออกต่อบริษัทอย่างสมบูรณ์ในความหมายที่ทำให้สถานะสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด
หากยึดตามข้อกฎหมายและข้อสรุปที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้าง ข้อเท็จจริงลักษณะดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเข้าข่ายเป็น “บทสันนิษฐานเด็ดขาด” ตามมาตรา 18 ว่าเป็นผู้สละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. และหากตีความไปในแนวทางนั้นจริง ผลทางกฎหมายก็จะไม่หยุดอยู่ที่ข้อครหา แต่จะลามไปถึงคำถามใหญ่ว่า กระบวนการทั้งหมดควรต้องย้อนกลับไปสู่การสรรหาใหม่หรือไม่
“จุดอันตรายที่สุดของเรื่องนี้ คือช่องว่างในทางปฏิบัติของกฎหมาย เพราะแม้จะมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจำนวนมากถูกหยิบขึ้นมาประกอบแล้ว แต่กลับยังไม่มีบทบัญญัติที่เขียนไว้ชัดว่า หากเกิดกรณีประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามขึ้นมาภายหลัง ใครคือผู้มีอำนาจชี้ข้อเท็จจริง และใครคือผู้มีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนกระบวนการให้เป็นไปตามกฎหมาย”
แหล่งข่าวชี้ประเด็นว่าในมุมนี้ การจะโยนกลับไปให้คณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นผู้รับผิดชอบ ก็มีข้อโต้แย้งหนัก เพราะคณะกรรมการสรรหาได้ทำหน้าที่เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณา ขณะที่ข้อเท็จจริงหลายส่วนที่เป็นปัญหา กลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือถูกหยิบยกขึ้นมาหลังจากขั้นตอนนั้น
“ทำให้คำถามใหญ่ของเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงว่า ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจริงหรือไม่ แต่ยังรวมไปถึงว่า หากมีผู้รับรู้ข้อเท็จจริงหรือมีเหตุอันควรสงสัยแล้วกลับไม่ดำเนินการ ผู้ใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และการ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในกรณีนี้”
ด้วยเหตุนี้ หนังสือของ ป.ป.ช. ครั้งนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าการสอบถามข้อมูลทั่วไป เพราะกำลังกดดันให้สำนักงาน กสทช. ต้องตอบให้ชัดว่า ระบบกฎหมายที่ใช้อยู่จะรับมือกับกรณีเช่นนี้อย่างไร และเมื่อข้อสงสัยพุ่งตรงไปที่ตัวประธานองค์กรเอง ใครจะเป็นคนตัดสินใจ ใครจะเป็นคนลงมือ และใครจะยอมรับผลของการไม่ทำอะไรเลย
Timeline การสรรหาและการรับรองประธาน กสทช.
- 4 ก.ย. 2564 นายแพทย์สรณ ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นหนึ่งใน 7 ผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช.
- 20 ธ.ค. 2564 วุฒิสภาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จำนวน 5 คน
- 8 ม.ค. 2565 มีข้อมูลว่า นายแพทย์สรณลาออกจากตำแหน่งรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- 10 ม.ค. 2565 เป็นกำหนดเวลาที่ผู้ได้รับความเห็นชอบซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ต้องยื่นหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภา ก่อนนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล ตามมาตรา 18
- 12 เม.ย. 2565 มีข้อมูลอ้างว่า ยังตรวจและรักษาคนไข้ พร้อมได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่องจนถึงวันดังกล่าว
- 13 เม.ย. 2565 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการ กสทช. ทั้ง 5 คน อย่างเป็นทางการ
- 1 เม.ย. 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐาน พร้อมกำหนดส่งข้อมูลภายใน 15 วัน