4. ปมร้อนเลบานอน: ตั้งหน่วย "De-confliction Cell" สกัดศึกใต้ ท่ามกลางเสียงแข็งของอิสราเอล
หนึ่งในข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมสูงสุดคือ การเห็นชอบจัดตั้งหน่วยประสานงานร่วมหรือ "De-confliction Cell" ระหว่างสหรัฐฯ, อิหร่าน และสาธารณรัฐเลบานอน โดยมีตัวกลางคอยอำนวยความสะดวก เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมข้อมูลในการตรวจสอบ มอนิเตอร์ และควบคุมให้เกิดการยุติการปฏิบัติการทางทหารบนดินแดนเลบานอนทั้งหมดตามกรอบของบันทึกความเข้าใจ (MoU) ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่เมืองนาบาตีเย (Nabatieh) ทางตอนใต้ของเลบานอนเริ่มเกิดความสงบชั่วคราว หลังเสร็จสิ้นเหตุการณ์ปะทะเดือดในช่วงวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย และเกิดการโจมตีทางอากาศสวนกลับอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้กำลังเผชิญกับกำแพงขนาดใหญ่จากทางการอิสราเอล โดย นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และ นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ได้ประสานเสียงแถลงการณ์กร้าวว่า กองทัพอิสราเอลจะไม่มีการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่เขตปลอดภัย (Buffer Zone) ทางตอนใต้ของเลบานอน (พื้นที่ประมาณ 602 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 6 ของพื้นที่ประเทศเลบานอน) รวมถึงป้อมปราการโบฟอร์ต (Beaufort Castle) ซึ่งจุดนี้อยู่ลึกเกินกว่าแนวเส้น 8 กิโลเมตรเหนือแม่น้ำลิตานีที่สหรัฐฯ ต้องการให้ถอนกำลังออกไป ทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในครั้งนี้ กำลังสร้างความลำบากใจเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Dilemma) ให้แก่อิสราเอลเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน พลเอก เอสไมล์ กาอานี ผู้บัญชาการกองกำลังคูดส์ (Quds Force) ของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือนอิสราเอลอย่างเป็นทางการว่า หากอิสราเอลไม่ยอมถอนทหารออกจากเลบานอนด้วยตัวเอง ก็เตรียมตัวเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้และฝันร้ายที่ต้องวิ่งหนีออกจากดินแดนนี้อย่างอัปยศเหมือนเช่นประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นในปี 2543 (ค.ศ. 2000)
5. วิกฤตน่านน้ำพุ่ง: เสนาธิการอิหร่านยัน "ฮอร์มุซคือของฉัน" ยอดเดินเรือดิ่งฮวบ
ในส่วนของระบบความปลอดภัยน่านน้ำสากล สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทรุดฮวบลงอย่างชัดเจน หลังทางการอิหร่านประกาศปิดน่านน้ำดังกล่าวเพื่อตอบโต้ข้อพิพาทการหยุดยิงในเลบานอน โดย นายอิบราฮิม อาซิจิ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X เตือนสหรัฐฯ อย่างรุนแรงว่า "ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่คาสิโนส่วนตัวของคุณ และไม่ใช่สวนหลังบ้านของโจรสลัดยุคใหม่ นี่คือน่านน้ำอธิปไตยของอิหร่าน และการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเป็นของกองทัพอิหร่าน"
จากระบบฐานข้อมูลติดตามเรือเดินสมุทรของบริษัท วินด์วอร์ด (Windward) พบสถิติที่น่ากลัวว่า ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีเรือบรรทุกสินค้าและเรือน้ำมันดิบเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 12 ลำเท่านั้น ดิ่งลดลงอย่างน่าใจหายเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้าที่ข้ามฝั่งถึง 35 ลำ ยิ่งไปกว่านั้น ในจำนวนเรือ 8 ลำที่พยายามแล่นเข้าสู่ช่องแคบ มีถึง 5 ลำที่ตัดสินใจ "ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ" หรือระบบ AIS (Automatic Identification Systems) เพื่อพรางตัวหลบหลีกภัย ซึ่งทางวินด์วอร์ดระบุว่า สภาพน่านน้ำตอนนี้มีแต่เรือมืดและเรือผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ไม่ต่างจากสภาพน่านน้ำในช่วงโดนปิดล้อมอย่างสมบูรณ์
6. สถานการณ์ฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์: ความรุนแรงยังระอุช่วงข้ามคืน
ในขณะที่สปอตไลท์ส่องไปที่สวิตเซอร์แลนด์ สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ยึดครองฝั่งเวสต์แบงก์ยังคงดำเนินไปอย่างตึงเครียดตลอดทั้งคืน โดยกองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากบุกจู่โจม สังหารเยาวชนชาวปาเลสไตน์อายุ 15 ปี และ 19 ปี เสียชีวิตจำนวน 2 ราย บริเวณใกล้กับนิคมผู้ตั้งถิ่นฐานคาร์เมย ซูร์ ในเมืองเบต อุมมาร์ รวมถึงมีการนำกำลังเข้าทุบทำลายบ้านพักอาศัยของประชาชนในเขตเบธเลเฮม จับกุมชาวปาเลสไตน์เพิ่มอีก 4 รายในเมืองเฮบรอน และเกิดเหตุกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลลอบวางเพลิงเผาโรงงานคัดแยกขยะรถยนต์ในเมืองรามัลลาห์ ยิ่งไปกว่านั้น ทางการอิสราเอลยังได้สั่งกักตัวและเนรเทศคณะตัวแทนสหภาพแรงงานจากประเทศกรีซที่กำลังเดินทางไปเยือนเมืองรามัลลาห์เพื่อแสดงจุดยืนเคียงข้างปาเลสไตน์ จนกลายเป็นข้อพิพาททางการทูตระหว่างประเทศกรีซและอิสราเอลอยู่ในขณะนี้