"นายประสิทธิ์ชัย" กล่าวว่า ปฏิบัติการของกลุ่มอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาคราวนั้น ส่งผลให้พืชพื้นเมืองชนิดนี้ผิดกฎหมายไปทั่วโลก ทั้งที่ประชาชนใช้ประโยชน์จากมันมายาวนาน ผลลัพธ์อันนี้ส่งผลถึงประเทศไทยเช่นกัน เราถูกฝังหัวมามานว่ามันคือยาเสพติด และถูกผลิตเหตุการณ์ให้กัญชามันเลวร้าย เฉกเช่นเหตุการณ์ในศตวรรษที่ 19 ในอเมริกาที่กลุ่มทุนผลิตภาพยนต์ให้คนผิวดำเสพกัญชาข่มขืนผู้หญิงผิวขาว เพื่อสร้างสำนึกว่ากัญชาเลวร้ายและเป็นของพวกผิวดำ เพราะขณะนั้นอเมริกายังเหยียดผิว พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อกัญชาเป็น มาลีฮวนน่า เพื่อให้กัญชาเป็นของชนกลุ่มน้อยในอเมริกา จากเหตุการณ์ในอเมริกาเมื่อวันนั้นมาถึงวันนี้ในประเทศไทยก็ยังเกิดขึ้น
แม้ว่าจะได้รับการปลดล๊อคก็ยังจะมีคนเอามันไปขังเป็นยาเสพติดใหม่ ถ้าคิดว่าจะบริหารจัดการพืชชนิดนี้ต้องใช้ปรัชญาของประชาธิปไตย นั่นคือให้ทุกคนเข้าถึงอย่างเป็นธรรมและควบคุมมันด้วยกฎหมายปกติ
“เพราะมีแต่กฎหมายปกติเท่านั้นที่จะจัดการพืชกัญชาได้อย่างเป็นธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่เรานำสิ่งใดไปสู่ที่คับแคบจะมีบางคนเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ เพราะความคับแคบไม่มีที่ทางเพียงพอสำหรับผู้คนอีกมากมาย การนำกัญชาสู่ยาเสพติด จะเกิดเงื่อนไขเฉพาะที่ผู้คนจะเข้าถึงได้ และเงื่อนไขเฉพาะเช่นนี้แหละที่จะทำให้กัญชาไปอยู่ในมือของคนที่เข้าเงื่อนไข และแน่นอนที่สุดคนที่เข้าเงื่อนไขไม่ใช่ประชาชนทั่วไป
"พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลควรจะตระหนักต่อสิ่งนี้เพราะมันเกิดขึ้นอยู่ในวงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตราบใดก็ตามที่พวกคุณเอากัญชาไปสู่ยาเสพติดเท่ากับเอากัญชายื่นไปให้บุคคลเพียงกลุ่มเดียว ภายใน1-3 ปีนี้ไม่ว่าพวกคุณทำโพลอีกกี่ครั้งผลก็จะออกมาเช่นนี้ เพราะการลบล้างความเชื่อเดิมนั้นยากเย็นยิ่ง มันอยู่ที่ว่าพวกคุณจะใช้ข้อเท็จจริงหรือความรู้สึกของผู้คนกำหนดกลไกการควบคุมกัญชาของประเทศนี้" แกนนำเครือข่ายประชาชนฯ กล่าว