เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะคำแถลง ก.พาณิชย์ ศึกภาษีสหรัฐฯ เรื่องไหนจริง-ต้องระวัง?

28 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

เจาะคำแถลง ก.พาณิชย์ ศึกภาษีสหรัฐฯ เรื่องไหนจริง-ต้องระวัง?

“อ.กฤษฎา” วิเคราะห์คำแถลงกระทรวงพาณิชย์ เรื่องไหนจริง เรื่องไหนต้องระวัง? ในศึกภาษีและกำแพงการค้า "สหรัฐฯ"

“อ.กฤษฎา” วิเคราะห์คำแถลงกระทรวงพาณิชย์ เรื่องไหนจริง เรื่องไหนต้องระวัง? ในศึกภาษีและกำแพงการค้า "สหรัฐฯ"

KEY

POINTS

  • เกินดุลเพราะทุนอเมริกัน: การเกินดุลการค้า 30% เกิดจากบริษัทอเมริกันที่มาตั้งฐานผลิตในไทยส่งกลับบริษัทแม่
  • เตือนระวังสินค้าสวมสิทธิ์: แม้ไม่เคยส่งออก EV จีนไปสหรัฐฯ แต่สินค้ากลุ่มแผงโซลาร์เซลล์เคยโดนลงโทษซ้ำแล้ว
  • ยุทธศาสตร์สองทาง: กระทรวงพาณิชย์ใช้การสื่อสารข้อมูลเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองต่างชาติและสร้างความเชื่อมั่นในประเทศ

28 กรกฎาคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์คำแถลงของกระทรวงพาณิชย์ ปมเจรจามาตรการภาษี 12.5% และกำแพงการค้าสหรัฐฯ ผ่านเครือเนชั่น เรื่องไหนจริงบนพื้นฐานข้อมูลเชิงโครงสร้าง เรื่องไหนคือมุมมองฝั่งเจรจาที่ต้องฟังหูไว้หู

จากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยผลการเจรจาปมมาตรการภาษี 12.5% กับทีมงานของสหรัฐฯ ผ่านสื่อเครือเนชั่น บทวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศชี้ให้เห็นว่า คำแถลงดังกล่าวมีความจริงอยู่มากบนพื้นฐานข้อมูลเชิงโครงสร้าง แต่ก็มีบางประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

1. เกินดุลการค้าสหรัฐฯ 30% มาจากบริษัทอเมริกันเอง

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ระบุ: ตัวเลขการเกินดุลการค้าที่สหรัฐฯ กังวล แท้จริงแล้วอย่างน้อย 30% เกิดจากบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย แล้วส่งออกกลับไปสหรัฐฯ

ข้อเท็จจริง: จริงและมีน้ำหนักทางเศรษฐศาสตร์อย่างยิ่ง

การเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐฯ ไม่ได้แปลว่าบริษัทไทยเป็นผู้โกยกำไรทั้งหมด แต่เกิดจากโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) โดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของอเมริกาเอง เช่น Seagate หรือ Western Digital ที่เข้ามาตั้งฐานผลิตฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในไทย

เมื่อบริษัทเหล่านี้ส่งสินค้ากลับไปให้บริษัทแม่ หรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในสหรัฐฯ สถิติจะบันทึกว่า "สหรัฐฯ นำเข้าจากไทย" ซึ่งทำให้ไทยดูเหมือนเกินดุล ทั้งที่ในทางบัญชี ผลกำไร สิทธิบัตร และรายได้หลักจะไหลกลับเข้าบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ทั้งสิ้น

เจาะคำแถลง ก.พาณิชย์ ศึกภาษีสหรัฐฯ เรื่องไหนจริง-ต้องระวัง?

2. ข้อกล่าวหาเรื่อง Transshipment (สินค้าจีนสวมสิทธิ์ผ่านไทย)

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ระบุ: ปฏิเสธว่าไทยไม่ได้เป็นทางผ่านให้จีนถ่ายลำสินค้า (Transshipment) ไปสหรัฐฯ โดยยกตัวอย่างว่า ไทยนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนมาใช้ในประเทศ แต่ไม่มีการส่งออกรถ EV ไปสหรัฐฯ เลยแม้แต่คันเดียว

ข้อเท็จจริง: พูดความจริงในภาพรวม แต่นำเสนอเพียงด้านเดียว

สถิติการส่งออกรถ EV จากไทยไปสหรัฐฯ เป็นศูนย์จริง เนื่องจากสหรัฐฯ มีกำแพงภาษีเข้มงวดกับยานยนต์ไฟฟ้าจีน ทว่าหากพิจารณาอุตสาหกรรมอื่น สหรัฐฯ ได้ไต่สวนและตัดสินลงโทษกรณีสวมสิทธิ์ในไทยไปแล้ว

• กลุ่มแผงโซลาร์เซลล์: กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (DOC) ได้ไต่สวนและตัดสินว่า บริษัททุนจีนที่ตั้งโรงงานในไทย เช่น Trina Solar (Thailand) และ Canadian Solar (Thailand) เข้าข่ายหลบเลี่ยงภาษี (Circumvention) โดยนำแผ่นเวเฟอร์และชิ้นส่วนหลักจากจีนมาประกอบเพียงเล็กน้อยในไทยก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ จนถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้สูงกว่า 100%

• กลุ่มสินค้าเฝ้าระวัง: เหล็ก ยางรถยนต์ และไม้แปรรูป จากโรงงานทุนจีนในพื้นที่ EEC ยังคงถูกศุลกากรอเมริกากรอกชื่อไว้ในบัญชีเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

3. ภาษี 12.5% กับประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor)

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ระบุ: ไทยถูกเรียกเก็บภาษี 12.5% ส่วนหนึ่งมาจากประเด็นแรงงานบังคับ ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน (Human Rights Due Diligence) เข้าสู่สภาในเดือนสิงหาคม

ข้อเท็จจริง: สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

สหรัฐฯ ใช้ประเด็นแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ (ผ่านกฎหมาย UFLPA และมาตรการของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ) เป็นเงื่อนไขสำคัญในการกดดันคู่ค้า การที่กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงแรงงานไทยเร่งเข็นร่างกฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Due Diligence) เข้าสภา จึงเป็นก้าวสำคัญในการแสดงจุดยืนเชิงโครงสร้างเพื่อลดข้อกีดกันทางการค้า

 

4. การไม่ลงนามในกรอบข้อตกลง ART (Agreement on Reciprocal Trade)

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ระบุ: ประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา) ยอมลงนามในกรอบข้อตกลง ART ทั้งหมด แต่ไทยยังไม่ลงนามเพราะกระทบต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม

ข้อเท็จจริง: เป็นกลยุทธ์การเจรจา แต่ต้องตีความอย่างรอบคอบ

การชะลอหรือปฏิเสธข้อตกลงต่างตอบแทน (ART) ที่อาจมีเงื่อนไขผูกมัดและส่งผลเสียต่อภาคเกษตรกรรมถือเป็นการรักษาผลประโยชน์ชาติที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี การระบุว่าประเทศคู่แข่งยอมลงนามทั้งหมดแล้ว เป็นมุมมองฝั่งการเจรจาของไทยเพื่อสร้างน้ำหนักในการอธิบายเหตุผลภายในประเทศ ในความเป็นจริง แต่ละประเทศมีข้อแลกเปลี่ยนและเงื่อนไขปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไป

 

5. การขยายรายการสินค้าได้รับการยกเว้นภาษี (1,655 เป็น 2,120 รายการ)

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ระบุ: สินค้าไทยได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 67.5% และกำลังเร่งเจรจาขยายผลไปยังกลุ่มข้าวหอมมะลิ และประมง

ข้อเท็จจริง: เป็นความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่ยังมีโจทย์ยากรออยู่

โครงสร้างการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบ ซึ่งสอดคล้องกับอัตราภาษี MFN ที่ต่ำอยู่แล้ว การเพิ่มรายการยกเว้นสะท้อนถึงความพยายามทางการตลาด แต่สำหรับข้าวหอมมะลิ และสินค้าประมง ยังคงเป็นกลุ่มที่มีการคุ้มครองทางการเกษตรภายในสหรัฐฯ สูง การผลักดันให้ยกเว้นภาษีทั้งหมดจึงยังคงเป็นความท้าทายอย่างมาก

 

สรุปภาพรวม: ยุทธศาสตร์การสื่อสารของกระทรวงพาณิชย์

กระทรวงพาณิชย์ภายใต้ทีมเจรจาชุดนี้ "พูดความจริงบนพื้นฐานข้อมูลเชิงโครงสร้าง" (เช่น สัดส่วนการลงทุนของบริษัทอเมริกัน และการผลักดันกฎหมายแรงงาน) แต่ในมิติการสื่อสารทางการเมือง (Political Messaging) มีการเลือกใช้ตัวเลขและกรณีตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจและสังคมไทย

การแถลงครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว":

  1. ในเวทีต่างประเทศ: ส่งสัญญาณปกป้องภาพลักษณ์ ลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ และสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจาภาษี
  2. ในประเทศ: บริหารความคาดหวังและสร้างความเชื่อมั่น (Domestic Confidence) ให้แก่ภาคเอกชนและประชาชน ว่ารัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ พร้อมแก้ปัญหาที่จุดอ่อนอย่างจริงจัง

อ้างอิง :https://www.nationtv.tv/news/politics/378980868 

ข่าวล่าสุด