ด้าน ทนายเดชา ระบุว่า ทางอากู๋ได้บอกผ่านตนเองอโหสิกรรมให้กับผู้เสียชีวิต แต่มีประเด็นที่ทนายความให้สัมภาษณ์ใส่ร้ายว่า อากู๋ใช้สื่อมวลชนไปกดดันจนผู้ตายถึงแก่ความตาย พวกเราขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง
และก่อนหน้านี้ สามีของผู้เสียชีวิต และสามีของคุณมาลี ผู้ต้องหาอีกคน เข้ามาติดต่อตนเองเพื่อมาบอกว่าสำนึกผิด และจะรับสารภาพทุกอย่าง ยินดีที่จะรับผิดชอบกับค่าเสียหายทั้งหมด และจะถอนฟ้องคดีครอบครองปรปักษ์ เพราะผู้ร้องคือ "ศรีพรรณ" เป็นพี่สาวผู้ตาย และตนเองพยายามเป็นคนกลางในการติดต่อประสานให้ แต่ยังไม่เรียบร้อย ก็มาเสียชีวิตไปก่อน
ตอนที่มีการพูดคุย สามีก็ไม่ได้พูดถึงผู้เสียชีวิต แค่พูดว่ายินดีที่จะเยียวยาค่าเสียหาย แต่ผู้เสียชีวิต มีการส่งข้อความหาหลานสะใภ้ของอากู๋ว่า "ให้ทำบุญให้กับคนป่วย" และพยายามที่จะขอโทษและแสดงคงามจริงใจ ขอให้ให้อภัยเขา เป็นข้อความที่ส่งมาก่อนที่จะมาเสียชีวิตวันนี้
ส่วนกรณีที่ว่าใช้สื่อกดดันนั้น ทนายเดชา มองว่า ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายเจ้าของบ้านตัวจริงก็ไปร้องเรียนสื่อมาตลอด แล้วก็มาหาตนเอง ก็ได้แนะนำให้ไปแจ้งความ เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย 5 คน และการร้องเรียนสื่อเป็นเรื่องปกติ เป็นการใช้สิทธิโดยชอบ เพราะก็รู้อยู่แล้วว่าตำรวจทำงานช้า ซึ่งการดำเนินคดีตอนแรกก็เป็นการทำข่าวปกติ แล้วพอมีการไปออกรายการ ก็ดัง และนักข่าวพิธีกรช่วยกันเจรจา ซึ่งไม่ได้เป็นการไปกดดัน การที่ทนายพูดเป็นการพูดอย่างไม่มีความรับผิดชอบ
ทั้งนี้ยังมองด้วยว่า ทนายความที่ได้ไปแนะนำให้เอาป้ายมาติด แนะนำให้ไปตัดกุญแจ อยากถามกลับไปว่า ลูกความคุณตายเพราะตัวคุณเองหรือเพราะสื่อ ที่ไปให้คำแนะนำบุกรุกเข้าไปครั้งที่ 2 ทั้งที่เจรจากันจะจบอยู่แล้ว ค่าเสียหายจะจบอยู่แล้ว แต่ไปเปลี่ยนทนายความใหม่ แล้วทนายความแนะนำหรือไม่ จนเป็นคดีความขึ้นมา
ฝากไปยังทนายผู้เสียชีวิตด้วยว่า คุณธรรมนำกฎหมาย และสื่อมวลชนก็ไม่ใช่เครื่องมือของตนเอง
ย้ำว่า การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเป็นการนำเสนอปกติ ไม่ได้นำเสนอเพื่อกดดันจนถึงแก่ความตาย "ลูกความยังมายอมรับว่าไม่ได้จะครอบครองปรปักษ์" และมองว่าสื่อมวชลเป็นกระบอกเสียงของสังคมในการเร่งรัดให้ความเป็นธรรมเกิดได้เร็วขึ้น เพราะถ้าไม่เป็นข่าวเขาก็คงไม่ได้บ้านคืน และไม่น่าจะใช่นักข่าวไปกดดันจนเขาฆ่าตัวตาย
ดังนั้น จะทำอะไรให้นึกถึงจริยธรรมในวิชาชีพ และลุกความถึงแก่ความตาย ต้องร่วมกันรับผิดชอบหรือไม่ เพราะไปแนะนำจนทำให้ติดคุกติดตารางถูกดำเนินคดี ไปแนะนำให้สู้คดี จนเขาเกิดความเครียด
ทนายเดชา ยังบอกอีกว่า ทนายความของผู้เสียชีวิต ก็ยังมากล่าวหาว่า ทีมทนายความของตนเอง ก็คือทนายกุ้ง รวมถึงหลานอากู๋ ว่า ใช้อำนาจเถื่อนที่ไปตัดกุญแจ ไม่เคารพศาล ศาลยังไม่สั่ง นี่เหรอคือการให้คำปรึกษาทนายความของคู่กรณี ทั้งที่เป็นบ้านของเจ้าของตัวจริง แต่คุณไปแนะนำให้กลับมาบุกรุกอีกครั้งแบบนี้เรียกว่าเถื่อนหรือถ่อย
ขอไม่ซ้ำเติมผู้ตาย เพราะเขาเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนอากู๋ ซัน และตนเองไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว แต่ทนายความควรต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ ที่ไปให้คำแนะนำจนเป็นเหตุให้เสียชีวต ไปให้คำแนะนำว่าชนะคดีแน่ ทั้งที่หลักฐานมันชัดเจนอยู่แล้ว และหลังจากทราบว่า ผู้ต้องหาผูกคอตายเสียชีวิต อากู๋ก็อยากจะให้มีการไกล่เกลี่ย โดยใช้กระบวนการทางกฎหมาย
สำหรับความคืบหน้าทางคดีบุกรุก พนักงานการได้นัดหมายผู้ต้องหาไปพบในวันที่ 6 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 น. เมื่อผู้ต้องหาเสียชีวิตไป 1 คน ก็จะเหลืออีก 4 คนที่เป็นผู้ต้องหา ซึ่งต้องรอฟังคำสั่งของอัยการอีกครั้ง ส่วนหากทางทนายความผู้เสียชีวิตจะมาดำเนินคดีกับฝั่งตนเองก็พร้อมรับมือ แต่อยากให้นึกถึงบาปบุญคุณโทษบ้าง