มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) รอบสุดท้าย นัดแรกของกลุ่ม I กลายเป็นการประกาศศักดาของสองดาวยิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกลูกหนังยุคปัจจุบัน หลังจาก คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ เออร์ลิง ฮาลันด์ นัดกันระเบิดฟอร์มถล่มประตูพาทีมชาติฝรั่งเศสและทีมชาตินอร์เวย์คว้า 3 คะแนนเต็มประเดิมทัวร์นาเมนต์ได้อย่างสุดอลังการ
รายงานประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ชี้ชัดว่า การบุกโจมตีของทั้งสองยักษ์ใหญ่แฝงไปด้วยแท็กติกและความร้อนแรงที่เกาะกุมสายตาแฟนบอลทั่วยุโรป โดยมีรายละเอียดผลการแข่งขันแต่ละสนามที่น่าสนใจดังนี้
‘เอ็มบัปเป้’ ปล่อยของครึ่งหลัง: ซัดเบิ้ลพังเซเนกัล พร้อมท่าฉลองไวรัลโลก
เกมนัดเปิดสนามกลุ่ม I ณ สังเวียนเม็ตไลฟ์ สเตเดียม ท่ามกลางฝูงชนหนาแน่นถึง 80,545 คน ทัพ "ตราไก่" ทีมชาติฝรั่งเศส รองแชมป์เก่า ลงสนามเผชิญหน้ากับ "สิงโตเตรังกา" ทีมชาติเซเนกัล โดยครึ่งแรกฝรั่งเศสเจอปัญหาใหญ่เกมรุกติดขัดฝืดสนิท โดนเซเนกัลพับสนามบุกจนเกือบเสียประตูจากลูกยิงของ นิโคลัส แจ็คสัน ที่พุ่งชนเสาอย่างน่าหวาดเสียว
ทว่าในครึ่งเวลาหลัง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ก็สลัดฟอร์มฝืดขยับตัวขึ้นมาแบกทีมชาติได้สำเร็จ พังประตูเบิกร่องในนาทีที่ 66 ด้วยการสปีดความเร็วหนี คาลิดู คูลิบาลี่ ก่อนซัดผ่านมือ เอดูอาร์ เมนดี้ เข้าไปอย่างเฉียบคม พร้อมทำท่าดีใจแปลกใหม่ด้วยการทำท่า "เป่าฟลุต" ซึ่งเป็นสัญญาไวรัลล่วงหน้าที่เขาเคยตกลงไว้กับ เจมส์ คอร์เดน พิธีกรชื่อดังชาวอังกฤษ หลังจากนั้น แบรดลีย์ บาร์โคลา ซัดหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 82 แม้ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+5 อิบราฮิมา เอ็มบาย จะตีไข่แตกให้เซเนกัลไล่มาเป็น 2-1 แต่ถัดจากนั้นเพียง 68 วินาที เอ็มบัปเป้ก็โชว์ความเหนือชั้นตะบันไกลกว่า 30 หลาพุ่งเสียบใต้คานอย่างงดงาม ช่วยให้ฝรั่งเศสชนะ 3-1 ขยับขึ้นแท่นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติฝรั่งเศสที่ 58 ประตู แซงหน้า โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ได้สำเร็จ