จากนั้น ได้เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวน สภ.ศรีมหาโพธิ เพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน พนักงานสอบสวน ท่านดังกล่าว แจ้งว่า พอจะรู้จักกับเจ้าของอู่รถบรรทุก ที่มีชื่อว่า “นายหนึ่ง” โดยพนักงานสอบสวน แจ้งว่า หากเจรจากันได้ก็จะเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายทั้งหมดจึงเดินทางไปพบกับ นายหนึ่ง แต่เมื่อไปถึงอู่รถดังกล่าว ปรากฏว่า รถแทรกเตอร์ ไม่ได้อยู่บริเวณเดิมแล้ว แต่ถูกเคลื่อนย้ายออกจากอู่ไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตร จากตำแหน่ง GPS จึงตามไปแต่ก็ไม่พบรถแทรกเตอร์ คาดว่า น่าจะมีการถอดGPS ทิ้งไป
พนักงานสอบสวน สภ.ศรีมหาโพธิ ได้พูดคุยโทรศัพท์กับนายหนึ่ง แจ้งว่า ให้กลับมาเจรจากันที่อู่รถบรรทุก เมื่อไปถึง พบนายหนึ่งนอนอยู่ที่เปล นายพันธ์ยศ จึงรับอาสาเป็นผู้เจรจา ว่าต้องการปรึกษาและพูดคุยหาข้อยุติ ไม่ได้ต้องการดำเนินคดี จากนั้น พนักงานสอบสวน ขอตัวกลับ สภ.ศรีมหาโพธิ เพื่อทำคดีอื่นๆที่ยังค้างอยู่ หลังจากที่ตำรวจกลับไปแล้ว นายหนึ่งกลับเรียกลูกน้อง เข้ามาหลายคน พร้อมกับอาวุธปืน 4-5 กระบอก ได้ยินเสียงขึ้นลำกล้องพร้อมยิง
จากนั้น นายหนึ่ง บังคับให้กลุ่มของตนเอง นำโทรศัพท์มือถือ ออกมาและบังคับให้ลบภาพและคลิป ที่ถ่ายไว้ ก่อนจะซ้อมและทำร้ายร่างกาย ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 นานกว่า 2 ชั่วโมง จนกระทั่ง นายหนึ่ง โทรแจ้งตำรวจชุดสืบสวน มารับตัว พวกตน ไปที่ สภ.ศรีมหาโพธิ แต่ระหว่างทาง ตนเอง แจ้งกับตำรวจขอแวะ รพ.ศรีมหาโพธิ เพื่อตรวจอาการเนื่องจากมีเลือดกำเดาไหลออกจมูก ศีรษะบวมช้ำหลายจุด แขนบวมผิดรูป ส่วนนายยุคล มีบาดแผลแตกที่ศีรษะ มีเลือดออก แพทย์ทำการเย็บแผล 5 เข็ม จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ยึดโทรศัพท์มือถือของทุกคนไว้ และส่งตัวมา ที่ สภ.ศรีมหาโพธิ เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน