"จากคำถามว่ามีแนวทางการพัฒนาภาษามลายูอย่างไรนั้น ต้องเรียนว่า การเปลี่ยนแปลง คือ การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่เกิดขึ้น ประเทศในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ จำนวนประชากรส่วนใหญ่อยู่ในเป็นประเทศในคาบสมุทรมลายู ที่ภาษาราชการและภาษาในการทำงานเป็นภาษามลายู ประเทศไทยมีพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พี่น้องประชาชนใช้ภาษามลายูและพูดภาษามลายูเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ในประชาคมอาเซียน" เลขาธิการพรรค ระบุ
ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่รัฐจำเป็นต้องส่งเสริมก็ คือ ภาษามลายู ความจริงมีความเข้มแข็งภาษามลายูมาโดยตลอด แต่พอมาประมาณ 50 กว่าปี ที่แล้วได้หยุดยั้งและสกัดกั้นภาษามลายู ต่อมาได้ออกกฎให้ปอเนาะที่จดทะเบียนแล้วทุกแห่ง ต้องหยุดการสอนภาษามลายู และได้มีการนำภาษาไทยไปแทนที่ภาษามลายู ต่อจากนั้นรัฐบาลได้ยกเลิกการศึกษาภาษามลายูในโรงเรียนชั้นประถม และห้ามหนังสือมลายูเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย จึงทำให้ภาษามลายูเหมือนอยู่หยุดนิ่ง
"ต้องขอบคุณ ทางผู้นำศาสนา โต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม และอุสตาส ที่พยายามรักษาโดยเฉพาะการนำภาษามลายูไปสอนในสถาบันการศึกษาในสถาบันปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จนวันนี้พอเข้าสู้ประชาคมอาเซียน สิ่งที่จะไปบังคับห้ามภาษามลายูไม่ได้แล้ว เพราะประชาคมอาเซียนใช้ภาษามลายูเป็นส่วนใหญ่ ความจริงแล้วภาษาก็ดี วัฒนธรรมก็ดี และศาสนา จะต้องเป็นสมบัติร่วมกันของทุกคน จะต้องไม่มีพรมแดน และจะต้องไม่มีเจ้าของ แต่ต้องรักษา ส่งเสริม พัฒนาการและสนับสนุน อยากจะฝากพี่น้องที่เป็นมลายูแม้ภาษามลายูเป็นภาษาของท่านที่ท่านต้องภูมิใจ แต่ท่านต้องไม่หวงแหนใช้เฉพาะคนมลายูเท่านั้น แต่ถ้าคนในประเทศไทยได้ใช้ภาษามลายู พวกเราก็ควรจะดีใจและเป็นภาษาของทุกคนในประเทศไทย" พ.ต.อ.ทวี กล่าว
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (9พ.ค.) ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน สิ่งหนึ่งที่สามารถใช้ในการสื่อสาร เข้าไปค้าขาย เข้าไปพัฒนาได้คือภาษามลายู ดังนั้น สิ่งที่ต้องการอย่างยิ่งคือในระบบการเรียนการสอนภาษาที่ประชาชนในพื้นที่มีความพร้อมอยู่แล้ว รัฐเพียงแค่ส่งเสริมสนับสนุน ไม่จำเป็นต้องมาครอบงำเป็นอุปสรรคในการพัฒนา เรื่องภาษามลายูถูกรัฐหยุดยั้งมานาน จะต้องมีการพัฒนา ศึกษา และอยากจะฝาก แม้มีความภูมิใจภาษามลายูถิ่น ตัวอักษรยาวีที่เป็นต้นกำเนิดในพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ตาม แต่ก็ต้องพัฒนาเป็นมลายูกลางที่ประชาคมอาเซียนใช้รวมกันคู่ขนานไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทั้งสองสิ่ง ไปด้วยกันได้
"ผมคิดว่าวันนี้ไม่มีใคร จะห้ามภาษามลายูได้แล้ว พอนายกรัฐมนตรีมาเลเซียบอกว่า ภาษามลายูควรจะเป็นภาษาที่สองของอาเซียน ก็จำเป็นต่อไปนี้ ไม่ใช่คนมลายูอย่างเดียว คนทั้งประชาคมอาเซียนต้องมาศึกษาเรียนรู้ภาษามลายู เพราะถ้าคุณไม่มีภาษา คุณจะอ่านหนังสือไม่ได้ คุณก็ไม่สามารถจะพูดกันได้ ที่สำคัญเราต้องทำมาค้าขาย เราต้องมาอยู่ร่วมกัน อันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง อาจจะเป็นศักราชของการเปิดภาษาลายู แล้วก็เป็นความโชคดีของประเทศไทย ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีพี่น้องมลายู และมีภาษามลายูเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าจะทำให้เป็นโอกาสและเป็นสิ่งท้าทาย ที่จะนำมาสู่ความเจริญให้ประเทศต่อไป" พ.ต.อ.ทวี ระบุ