มาต่อกัน "ศึกเล็กในสงครามใหญ่" คู่ที่ 3 ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านสนามเลือกตั้งใหญ่มาก่อนเลย นั่นคือ "พรรคกล้า" กับ "พรรคไทยภักดี"

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

แม้ "ไทยภักดี" และ "กล้า" จะเป็นพรรคใหม่เหมือนกัน แต่ยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ค่าย นี้ในการส่งผู้สมัครลงสู้ศึกเลือกซ่อมหลักสี่ ค่อนข้างแตกต่างกัน

 

พรรคกล้า - เดิมพันสูง ส่ง "อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" เลขาธิการพรรค ลงชนกับรพรคใหญ่ เรียกว่า "วัดกันไปเลย"

 

ถ้าพรรคกล้าคะแนนดี ก็จะมีกำลังใจสู้ต่อ แม้จะไม่ถึงขั้นชนะเลือกตั้ง แต่ "อรรถวิชช์" ก็ยังมีที่ทาง เป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ต้นๆ ของพรรคกล้าได้แน่นอน

 

จับตา! เลือกซ่อมหลักสี่ พรรคใหม่...(ไม่) ได้ไปต่อ?

 

แต่ถ้าคะแนนไม่ดี และเลือกซ่อมที่สงขลากับชุมพร ก็คะแนนน้อยจนน่าตกใจ เช่น หลักร้อย หรือหลักพัน แต่ไม่ถึง 5 พัน ก็มีแนวโน้มที่ผู้บริหารพรรค จะนำไปตัดสินใจในการกำหนดอนาคตทางการเมืองต่อไป เช่น จะยุติแล้วแยกย้าย หรือไปควบรวมกับพรรคใหม่พรรคอื่น หรือควบรวมกับพรรคใหญ่บางพรรค

 

แต่ถ้าสุดท้ายพรรคกล้าเกิดชนะ เพราะพรรคใหญ่ฟาดฟันกันและตัดคะแนนกันเอง ก็เป็นไปได้เหมือนกันที่ "อรรถวิชช์" จะสวมบท "ตาอยู่" และใช้โมเดลนี้สู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ 

 

ส่วนพรรคไทยภักดี ส่งนักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 43 ปีอย่าง "พันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์" เรียกว่าเปิดตัวแบบแตกต่าง ชูผู้สมัครที่มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ เคยเป็นซีอีโอให้กับบริษัทในไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเชี่ยวชาญเรื่องการตลาดแบบใหม

 

จับตา! เลือกซ่อมหลักสี่ พรรคใหม่...(ไม่) ได้ไปต่อ?

 

การส่งผู้สมัครของไทยภักดีรอบนี้ ต้องการทดสอบพลังของกลุ่มผู้ที่มีความจงรักภักดี ว่าจะตื่นตัวออกมาเลือกตั้งกันขนาดไหน ซึ่งต้องไม่ลืมว่า พื้นที่ดังกล่าวคือพื้นที่สัญลักษณ์

 

1.มีกลุ่ม พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหน้า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนเรื่องปกป้องสถาบัน และยังเปิดศึกกับ "สิระ เจนจาคะ" มาด้วย สังเกตจากสโลแกนหาเสียงของผู้สมัครพรรคไทยภักดี ไม่กร่าง ไม่กุ๊ย ไม่โกง เหมือนแซะใครบางคนอยู่

 

จับตา! เลือกซ่อมหลักสี่ พรรคใหม่...(ไม่) ได้ไปต่อ?

 

2.พื้นที่แจ้งวัฒนะ หลักสี่ ถ้ายังจำกันได้ เป็นจุดตั้งเวทืใหญ่ของ กปปส. ที่มีอดีตพระพุทธะอิสระ เป็นแกนนำ และรับผิดชอบเวทีนี้ ถ้าพื้นที่นี้ไม่มีมวลชนกลุ่มต่อต้านคนแดนไกล และมวลชนผู้รักสถาบันเยอะจริง คงไม่สามารถมาตั้งเวทีอยู่ได้

 

สำหรับพรรคไทยภักดี ไม่ว่าจะได้คะแนนน้อยหรือมาก ชนะหรือแพ้ จะไม่ถอยไปควบรวมกับพรรคอื่น เพราะการทำพรรคการเมืองของคนรักสถาบัน ปกป้องสถาบันหลักของชาติ เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อต่อกรกับกลุ่มสามนิ้ว และพรรคการเมืองที่ร่วมอุดมการณ์สามนิ้ว หรือคอยโหนกระแสม็อบคนรุ่นใหม่ ดังนั้น การมีอยู่ของพรรคนี้จึงจำเป็น และน่าจะไม่รวมกับพรรคใด

 

 

อีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ พรรคไทยสร้างไทย ที่มีคุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานพรรค หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า "พรรคคุณหญิงหน่อย" ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

 

คอการเมืองหลายคนสอบถามกันให้ควั่ก ว่าพรรคคุณหญิง ไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมที่หลักสี่หรือ เพราะจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีท่าทีจากพรรค แต่ที่ค่อนข้างชัด คือ คุณหญิงเดินสายในโครงการ "คาราวานสร้างไทย 77 จังหวัด" และไม่ได้พูดถึงเลือกตั้งซ่อมหลักสี่เลย จึงคาดว่าไม่น่าจะส่งผู้สมัคร

 

จับตา! เลือกซ่อมหลักสี่ พรรคใหม่...(ไม่) ได้ไปต่อ?

 

น่าสนใจว่าเหตุผลคืออะไร

 

-กลัวแพ้

 

-ไม่มีตัวผู้สมัครที่เหมาะสม

 

-ไม่อยากหักกับ สุรชาติ เทียนทอง ซึ่งก็มีความใกล้ชิดกับคุณหญิงหน่อย

 

-รอเลือกตั้งใหญ่ทีเดียวเลย

 

-กำลังเผชิญกระแสดูดจาก "ไดโว่แดนไกล"

 

แม้จะมีความเคลื่อนไหวไปร่วมคาราวานสร้างไทย เดินทางไปถึงเหนือสุด คือ เชียงราย และไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว ส่วนอีสานไม่ต้องพูดถึง ไปเป็นพื้นที่แรก แต่กระแสของคุณหญิงกลับไม่ดีนัก คะแนนนิยมที่สำรวจโดยนิด้าโพล ตกลงอีก มีเพียงอีสานโพล ที่ยังคะแนนนำไม่เปลี่ยนแปลง

 

จากสถานการณ์นี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคตของพรรคไทยสร้างไทย ว่าจะ...

 

-สู้ต่อ

 

-พอแค่นี้

 

-ควบรวมกับพรรคใหม่ หรือพรรคอื่น

 

-กลับเพื่อไทย

 

นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเห็นตรงกันว่า ด้วยกระแส "ดูดระดับโดโว่" และกติกาเลือกตั้งแบบ "บัตรสองใบ" น่าจะทำให้พรรคคุณหญิงไปต่อไม่ไหว แต่การกลับเพื่อไทย ก็ต้องกลับอย่างฮีโร่ ไม่ใช่กลับอย่างไม่มีทางไป

 

จับตา! เลือกซ่อมหลักสี่ พรรคใหม่...(ไม่) ได้ไปต่อ?

 

แต่ปัญหาคือ เมื่อคุณหญิงไม่ส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้งซ่อม และอาจไม่ส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ด้วย คุณหญิงจะมีศักยภาพอะไรไปโชว์เพื่อกลับพรรคเพื่อไทย และไปเป็น "บุคคลสำคัญ" ฉะนั้นการกลับพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นโจทย์​ยากของคุณหญิง

 

การควบรวมกับพรรคอื่น น่าจะมีโอกาสมากกว่า ซึ่งมีข่าวว่า คุณหญิงเพิ่งไปพบปะกับแกนนำ "พรรคตระกูลเพื่อ" ท่านหนึ่ง แต่ไม่ใช่เพื่อไทย และอาจมีการพูดคุยเรื่องควบรวมพรรค แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจ เพราะยังมีเวลา

 

นี่คือผลพวงทางการเมืองจากศึกเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ที่มีความสำคัญกับอนาคตของพรรคการเมืองหลายๆ พรรคจริงๆ กลายเป็น “ศึกเล็กในสงครามใหญ่” ที่ทุกพรรคต้องชิงความได้เปรียบให้ได้ ไม่ว่าจะทางใดก็ทางหนึ่ง / หรือหากชิงความได้เปรียบไม่ได้จริงๆ ก็ควรอยู่เฉยๆ ไม่ควรไปแลกให้บาดเจ็บหนักกว่าเดิม