เมื่อดูเหตุผลประกอบ คือ
1.ประชาธิปัตย์ โดย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ทำให้เกิดกระแสกลัวว่าไม่มีใครสู้พรรคเครือข่ายคนแดนไกลได้ ทำนอง "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" คะแนนก็เลยเทไปที่พรรคพลังประชารัฐที่ชู "บิ๊กตู่" เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อให้ต่อกรกับ "คนแดนไกล" ต่อไป และสกัดแผนแลนด์สไลด์-กลับบ้านของคนแดนไกลด้วย
2.สโลแกน "เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่" ซึ่งโดนใจคนหมู่มาก ทำให้คนชั้นกลางในเมืองที่เบื่อการชุมนุม เทคะแนนให้พลังประชารัฐ ซึ่งคะแนนในส่วนนี้เป็นของประชาธิปัตย์ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ "ไม่เอาคนแดนไกล"
ฉะนั้นการเลือกตั้งซ่อมที่หลักสี่ จะเป็นบทพิสูจน์ว่า คะแนนที่ประชาธิปัตย์เคยเสียไปให้พลังประชารัฐ ผ่านมา 2 ปีกว่าเกือบ 3 ปี ภายใต้กระแสเบื่อหน่ายและไม่เอา "บิ๊กตู่" คะแนนจะเทกลับมาที่ประชาธิปัตย์หรือไม่
ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ
1.ถ้าพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งในเขตนี้ คือ ได้รักษาเก้าอี้ ส.ส.เอาไว้ได้ ก็แสดงให้เห็นว่ากระแส "เบื่อลุง" ไม่มีจริง หรือมีแต่ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คาด
2.ถ้าพลังประชารัฐไม่ชนะเลือกตั้งซ่อม แต่คะแนนยังดีกว่าประชาธิปัตย์ แสดงว่าประชาธิปัตย์ไม่ฟื้น ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างกันมาว่า "ฟื้นแล้ว" ประกาศดัน "จุรินทร์" เป็นว่าที่นายกฯ จนได้ฉายา "นายกฯบางโพล" ไม่เป็นความจริง
3.ถ้าคะแนนพลังประชารัฐแพ้ประชาธิปัตย์ แบบนี้แสดงว่าคะแนนไหลกลับ ยิ่งถ้าประชาธิปัตย์ชนะ ก็จะยิ่งคึกคักถึงขีดสุด แต่ปัญหาคือ ขนาดจะส่งผู้สมัครยังคิดแล้วคิดอีก ยังหวังจะสร้างกระแสจนชนะเลือกตั้งได้จริงหรือ