ศึกเลือกซ่อมหลักสี่ เป็น "ศึกเล็กในสงครามใหญ่" และไม่ใช่แค่ "ศึกย่อยๆ" ในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ "กลุ่มอภิสิทธิ์" แซะ "กลุ่มจุรินทร์" ผ่านโพสต์ของ "พนิต วิกิตเศรษฐ์"เท่านั้น แต่ยังหมายถึงศึกเล็กในพรรคร่วมรัฐบาล ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน และในกลุ่มพรรคใหม่ด้วย

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

เริ่มจากคู่แรก ประชาธิปัตย์ กับ พลังประชารัฐ

 

กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจส่งผู้สมัครในวันที่ 4 ม.ค.นี้ ก็จะกลายเป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกของประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ โดยทั้งสองพรรค เคยเจอกันมาแล้วที่สนามเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช และกำลังจะเจอกันวันที่ 16 ม.ค. ที่สนามสงขลา กับชุมพร

 

หากถามว่าสนามนี้สำคัญอย่างไร คำตอบ คือ มาก เพราะ 2 พรรคการเมืองนี้มีฐานเสียงกลุ่มเดียวกัน แต่ความถดถอยของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อการเลือกตั้งปี 62 ทั้งระดับเขต​และระดับ กทม. รวมถึงระดับชาติ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพราะคะแนนส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ ถูกเทไปที่พรรคพลังประชารัฐ

 

เพราะหากดูคะแนนเลือกตั้งเขตหลักสี่-จตุจักร เมื่อปี 62 เห็นชัดว่า "สิระ เจนจาคะ" อดีต ส.ส. จากพลังประชารัฐ เก็บชัยชนะไปด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง ขณะที่ประชาธิปัตย์ เวลานั้น คือ "พล.ต.ต.วิชัย สังขประไพ" มีคะแนนเป็นอันดับสี่ และเมื่อเปิดคะแนนรวม กทม. ที่ประชาธิปัตย์กวาดไป 4 แสนกว่า ส่วนพลังประชารัฐได้ 7.9 แสน

 

 

เมื่อดูเหตุผลประกอบ คือ

 

1.ประชาธิปัตย์ โดย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ทำให้เกิดกระแสกลัวว่าไม่มีใครสู้พรรคเครือข่ายคนแดนไกลได้ ทำนอง "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" คะแนนก็เลยเทไปที่พรรคพลังประชารัฐที่ชู "บิ๊กตู่" เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อให้ต่อกรกับ "คนแดนไกล" ต่อไป และสกัดแผนแลนด์สไลด์-กลับบ้านของคนแดนไกลด้วย

 

ประชาธิปัตย์ VS พลังประชารัฐ ใครจะโดนเท?

 

2.สโลแกน "เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่" ซึ่งโดนใจคนหมู่มาก ทำให้คนชั้นกลางในเมืองที่เบื่อการชุมนุม เทคะแนนให้พลังประชารัฐ ซึ่งคะแนนในส่วนนี้เป็นของประชาธิปัตย์ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ "ไม่เอาคนแดนไกล"

 

ฉะนั้นการเลือกตั้งซ่อมที่หลักสี่ จะเป็นบทพิสูจน์ว่า คะแนนที่ประชาธิปัตย์เคยเสียไปให้พลังประชารัฐ ผ่านมา 2 ปีกว่าเกือบ 3 ปี ภายใต้กระแสเบื่อหน่ายและไม่เอา "บิ๊กตู่" คะแนนจะเทกลับมาที่ประชาธิปัตย์หรือไม่

 

ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ

 

1.ถ้าพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งในเขตนี้ คือ ได้รักษาเก้าอี้ ส.ส.เอาไว้ได้ ก็แสดงให้เห็นว่ากระแส "เบื่อลุง" ไม่มีจริง หรือมีแต่ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คาด

 

2.ถ้าพลังประชารัฐไม่ชนะเลือกตั้งซ่อม แต่คะแนนยังดีกว่าประชาธิปัตย์ แสดงว่าประชาธิปัตย์ไม่ฟื้น ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างกันมาว่า "ฟื้นแล้ว" ประกาศดัน "จุรินทร์" เป็นว่าที่นายกฯ จนได้ฉายา "นายกฯบางโพล" ไม่เป็นความจริง

 

3.ถ้าคะแนนพลังประชารัฐแพ้ประชาธิปัตย์ แบบนี้แสดงว่าคะแนนไหลกลับ ยิ่งถ้าประชาธิปัตย์ชนะ ก็จะยิ่งคึกคักถึงขีดสุด แต่ปัญหาคือ ขนาดจะส่งผู้สมัครยังคิดแล้วคิดอีก ยังหวังจะสร้างกระแสจนชนะเลือกตั้งได้จริงหรือ

ข้ามฝั่งไปยังพลังประชารัฐ เป็นที่รู้ๆ กันว่ามีปัญหาไม่แพ้ประชาธิปัตย์ ดีไม่ดีจะหนักกว่าด้วยซ้ำ เพราะขนาดตั้งรัฐมนตรีเป็น "ผอ.เลือกตั้งซ่อม" ไล่มาตั้งแต่ "เสี่ยเฮ้ง" สุชาติ ชมกลิ่น เป็นผอ.เลือกตั้งซ่อมเขต 6 สงขลา สันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คลัง เป็นผอ.เลือกตั้งซ่อมเขต 1 ชุมพร และ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นผอ.เลือกตั้งซ่อมหลักสี่ โดยทั้งหมดมาจากกลุ่ม 6 รัฐมนตรีที่เลื่อยขาเก้าอี้ผู้กองธรรมนัส งานนี้จึงไม่รู้เป็นเกมหลอกไปลงเหวหรือเปล่า

 

แต่ที่แน่ๆ ผู้กองธรรมนัส งานเข้า เพราะปฏิทินสวัสดีปีใหม่รุ่นล่าสุด ไปใช้สโลแกนว่า "ฉันรักธรรมนัส เพราะธรรมนัสสอนให้ฉันรักประชาชน" ซึ่งเลียนแบบมาจากถ้อยความที่ว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"

 

ประชาธิปัตย์ VS พลังประชารัฐ ใครจะโดนเท?

 

จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต พบว่า เฟซบุ๊กห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยให้ข้อมูลเอาไว้ว่า  ว่า วาทะนี้ดัดแปลงมาจากบทความของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ "ศรีบูรพา" นักคิด นักเขียนชื่อก้อง ว่า "ชาว มธก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขาสอนให้รู้จักรักคนอื่นด้วย"

 

ทำให้กลุ่มนักศึกษากิจกรรม "14 ตุลา" นำข้อความนี้ดัดแปลงเป็น "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน" และเผยแพร่ที่งานนิทรรศการการเมืองในปี 2518 แต่เมื่อปฏิทินผู้กองนำวาทะนี้มาดัดแปลงเป็นชื่อตัวเองอีกที / ไม่รู้ว่าศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจะปลื้มหรือเปล่า แต่น่าจะงานเข้ามากกว่า เพราะผู้กองธรรมนัส ก็รีบออกมาปฏิเสธข่าว และย้ำว่าจะเร่งตรวจสอบว่าใครเป็นคนจัดทำ เพราะตัวเองไม่ได้จัดทำอย่างแน่นอน