การแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศ รวมถึงแรงงานข้ามชาติ ทั้ง กัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่กระจายตัวอยู่แทบทุกจังหวัด และนับเป็นกลุ่มสำคัญ ที่เสี่ยงต่อการเกิดคลัสเตอร์ ในระลอกที่ผ่านมา จากจำนวนประชากรข้ามชาติ มากถึง 3,010,015 คน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

จากรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในกลุ่มประชากรข้ามชาติเดือนสิงหาคม 2564 ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข แผนงานประชากรข้ามชาติ ภายใต้แผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกพบว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.2563 จนถึงวันที่ 20 ส.ค. 2564 พบผู้ติดเชื้อสะสมรวม 1,009,710 รายเป็นผู้ติดเชื้อที่มีสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมาและไม่ระบุสัญชาติจำนวน 109,422 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.8 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด 

 

โดยพบผู้ติดเชื้อรายแรก เป็นชาวเมียนมา ในจังหวัดสมุทรปราการซึ่งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย. 2564 จากการติดเชื้อในสถานบันเทิงการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมีแรงงานข้ามชาติบางส่วนเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาแต่ส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศโดยพักอาศัยอยู่ในแคมป์ก่อสร้าง ทั้งนี้ ในเดือน เมษายน 2564 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นประชากรข้ามชาติ จำนวน 565 รายเดือนพฤษภาคม 2564 จำนวน 15,163 ราย ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า  25 เท่า

 

ในระยะเวลาเพียง 1 เดือนและมีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงสิ้นเดือน ก.ค. 2564 มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นประชากรข้ามชาติถึง 30,385 ราย ซึ่งสถานการณ์การเพิ่มขึ้นของการติดเชื้อดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังที่รัฐบาลประกาศให้สถานประกอบการต่างๆ ปิดกิจการชั่วคราวและกำหนดให้มีพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

 ประชากรข้ามชาติในไทย-ฉีดวัคซีนแล้วแค่ไหน?

การฉีดวัคซีนให้กับทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศ นับเป็นแนวคิดสากลที่ทุกประเทศควรดำเนินการให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจากข้อมูลของกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จำนวนการได้รับวัคซีนของประชากรที่ไม่ใช่คนไทย(ซึ่งรวมทั้งวัคซีนทางเลือก)สรุปได้ดังนี้ (รูปประกอบ ตาราง 2 เข็ม)

โควิด-19 กับประชากรข้ามชาติ สถานการณ์ที่ยังคงอยู่ ในวันเปิดประเทศ

ขณะที่สำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค ได้รายงานจำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่ได้รับวัคซีน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ - สิงหาคม 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 356,337 คน และได้รับวัคซีนครบสองเข็ม จำนวน 107,106 คน โดยสัญชาติที่ได้รับวัคซีนมากที่สุดได้แก่เมียนมา จำนวน 178,531 คนรองลงมาได้แก่ กัมพูชา จำนวน 56,580 คนทั้งนี้ข้อมูลจากทั้งสองแหล่งแสดงจำนวนที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก จากการวิเคราะห์เบื้องต้น เป็นผลมาจาก ผู้ได้รับวัคซีนจากภาคเอกชน หรือในระบบประกันสังคมบางส่วน ไม่ได้ลงทะเบียนในระบบ MoPH Immunization center ของกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงยังมีชาวต่างชาติอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับวัคซีนภายใต้สถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในประเทศไทย

โควิด-19 กับประชากรข้ามชาติ สถานการณ์ที่ยังคงอยู่ ในวันเปิดประเทศ

ทางรอดสำคัญในวันเปิดประเทศ กับมาตรการที่ต้องการการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ดร.สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร นักวิชาการอิสระ ได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษาและเป็นแนวปฏิบัติสำคัญของเรื่องนี้ไว้ว่า “ในวันนี้ ประเทศไทยมีการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ โดยเปิดให้ชาวต่างชาติถึง 63 ประเทศ สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว รวมทั้งสถานประกอบการสามารถเปิดดำเนินการได้ แต่ขณะที่จำนวนการฉีดวัคซีน รวมทั้งระบบการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ในประชากรข้ามชาติยังขาดความครอบคลุม โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานที่ประกอบอาชีพก่อสร้างและทำงานในสถานประกอบการต่างๆ ดังนั้น การกำกับให้สถานประกอบการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในวันเปิดประเทศที่มีปัจจัยมากมายที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดซ้ำโดยมาตรการต่างๆที่กลับมามีความสำคัญอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการเร่งฉีดวัคซีนและจัดหาชุดตรวจให้กับแรงงานจัดระบบแยกตัวและให้การช่วยเหลือเร่งด่วนด้านรักษาพยาบาลแก่แรงงานเมื่อตรวจพบเชื้อ จัดหาอุปกรณ์การป้องกันและเน้นย้ำพฤติกรรมการป้องกันและแพร่ระบาด เป็นต้น" 

 

มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของสถานประกอบการ

(ข้อเสนอจากรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกลุ่มประชากรข้ามชาติเดือนสิงหาคม 2564)

1) การจัดหาชุดตรวจเชื้อโควิด-19

2) การจัดหาวัคซีนให้กับพนักงาน/แรงงาน

3) การเน้นย้ำให้พนักงานปฏิบัติพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

4) ตรวจสอบและจัดทำบัญชีรายชื่อของพนักงานให้เป็นปัจจุบัน ทั้งที่อยู่ในความดูแลของบริษัทและผู้รับเหมารายย่อย

5) จัดระบบการให้การช่วยเหลือด้านรักษาพยาบาลแก่พนักงานเมื่อตรวจพบว่ามีอาการที่สัมพันธ์กับโรค โควิด-19 ทั้งพนักงานที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมและไม่มีสิทธิการรักษาพยาบาลใดๆ

6) จัดหาอุปกรณ์การป้องกันให้กับพนักงานอย่างเพียงพอ เช่น หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์เจลฯลฯ

7) ปรับปรุงอาคารที่พักของพนักงานให้ถูกหลักสุขาภิบาล

8) มีระบบการทำลายขยะติดเชื้อและของเสียในบริเวณสถานประกอบการและที่พักของพนักงาน

9) มีการคัดแยกพนักงานที่ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการ ออกจากพนักงานทั่วไป และย้ายไปอยู่ในสถานที่แยกกักตัวในบริเวณสถานประกอบการหรือที่พักของพนักงาน

10) ควรปรับปรุงการวิเคราะห์และการนำเสนอรายงานจำนวนแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนจากทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างครบถ้วน โดยนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบMoPH Immunization center ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อการประเมินความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนในแรงงานข้ามชาติ และการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนในสถานประกอบการ