“ศิริกัญญา” ซัดนายกฯบริหารเศรษฐกิจลงเหว เบิกจ่ายงบลงจังหวัดไร้ทิศทาง เหมือนวางยุทธศาสตร์เลือกตั้ง พบเงินคงคลังต่ำสุดในรอบ 10 ปี แซะไม่กล้ากู้เพิ่ม เพราะหวงอำนาจ หวั่นโดนเพื่อนล้อ “เป็นนักกู้สิบทิศ” แนะลาออก ก่อนเหลือทางเลือกสุดท้ายพ่ายโหวตในสภา

31 สิงหาคม 2564 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในการใช้อำนาจจนเศรษฐกิจชาติลงเหว พร้อมทั้งแสดงความยินดีต่อนายกฯ ที่ทำให้ประเทศไทยติดอันดับโลกหลายเรื่อง เช่น เป็นประเทศที่ฟื้นตัวจากประเทศโควิดที่ช้าที่สุดในโลก เป็นอันดับที่ 120 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย และยังสำรวจพบว่าแรงงาน ในประเทศไทย ถูกลดชั่วโมงทำงานมีสัดส่วนสูงที่สุดในโลก เช่นเดียวกับสัดส่วนแรงงานที่ได้ค่าตอบแทนน้อยลงในช่วงโควิด

 

ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีผู้ตกงานตั้งแต่โควิดละลอกแรก 170,000 คน และเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิดถึง 3 เท่า ตัวเลขของเด็กจบใหม่ที่ยังหางานไม่ได้อีกประมาณ 290,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงโควิดประมาณ 85,000 คน สะท้อนถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และการแก้ปัญหาของรัฐบาลทำให้แทบทุกคนในประเทศมีรายได้ลดลง แต่ที่รายได้ครัวเรือน ทั้งกว้างและลึกหากรวมตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปี 2565 ติดลบอยู่ที่ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาล 

 

ทั้งนี้ แม้จะมีการกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท มาแล้ว แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เหวรายได้นั้นตื้นขึ้นมา เพราะถูกใช้ไปอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทาง และเหตุผลที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ เพราะที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้อยากทำงานน้อยลง แต่พยายามอย่างสุดกำลังที่จะนำเงินก้อนสุดท้าย ออกมาใช้และพยุงกิจการของตัวเองให้อยู่รอด แต่สิ่งที่รัฐบาลสร้างให้กับประชาชนมีแต่หนี้ พร้อมยอมรับว่า แม้ตัวเลขส่งออกของไทยจะดีขึ้น แต่ก็ยังล้าหลังกว่าอีกหลายประเทศ

ส่วนการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึง แม้กระทั่งการตรวจเชื้อโควิด โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย และยังมีการแพร่ระบาดกันเองภายในครอบครัว เพราะกว่าจะได้เตียงหรือศูนย์พักคอยในการเข้าระบบรักษา แต่การระบาดเกิดในครอบครัวหมดแล้วทำให้ตามประกาศมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไร ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิดแม้จะเป็นหลักร้อยหลักพันแต่ยังมีผู้เสียชีวิตไปอีกก่อนที่จะได้เข้าระบบการรักษาหรือไม่ได้ตรวจโรค

 

"การประกาศล็อกดาวน์ก็ไม่ได้สัดส่วน ปีที่แล้วระบาดน้อยแต่ล็อกดาวน์นาน แต่มาครั้งนี้ระบาดหนัก กลับล็อกดาวน์น้อยกว่า และเยียวยาน้อยกว่าระลอกแรก ที่ช้ำใจ คือ เงินกู้มา 1.5 ล้านล้านบาท ที่จะนำมาพยุงเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนขณะนี้ เหลืออยู่เพียงไม่ถึง 4,000 ล้านบาทแล้ว ประเทศกำลังเข้าสู่การแพรระบาด แต่ไม่เลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการเศรษฐกิจเหล่านั้นไม่ครอบคลุมและตอบสนองประชาชนทั้งหมด เงินกู้ถูกละเลงลงจังหวัดอย่างไร้ยุทธศาสตร์ ไม่มีหลักเกณฑ์ และยังมีการใช้งบกลางสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินแทน พร้อมส่งรัฐมนตรีลงไปทำโครงการในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการปิดประตูไม่ให้สามารถตรวจสอบได้ จึงตั้งข้อสังเกตว่าการเบิกจ่ายงบประมาณในลักษณะนี้ลงไปที่จังหวัดเป็น ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง" น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

 

น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงให้เห็นถึง รายงานความเสี่ยงทางการคลังที่ปกติแล้วจะออกทุกเดือนมีนาคมของทุกปีแต่ปีนี้กลับไม่มีรายงาน จึงสืบทราบจากสำนักเลขาธิการสำนักนายกฯรัฐมนตรีว่าถูกเปลี่ยนเป็นเอกสารรับจึงตั้งคำถามว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำให้เป็นเอกสารลับ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมาจากรายงานด้านงบประมาณรายจ่ายที่ระบุว่าภาระหนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะทำให้เกิดความตึงตัวด้านสภาพคล่องในระยะสั้น 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลพิจารณาชะลอการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆเท่าที่จำเป็น พร้อมเสนอให้พิจารณาอนุมัติการใช้จ่ายงบกลาง และรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินในการแก้ปัญหาโควิดหรือไม่ หรืออีกหนึ่งเรื่องที่มีรายงานว่าความไม่แน่นอน สำหรับการจัดเก็บรายได้รัฐบาลจึงพิจารณาแนวทางในการจัดเก็บรายได้ที่ยังคงมีอยู่ในอนาคตอันสั้นหรือกลางด้วย เพราะเงินคงคลังลดต่ำสุดในรอบ 10 ปี จะเหลือเพียง 13% ในปี 2565 ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

 

นอกจากนี้ ยังมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกพระราชกำหนดที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาคือเศรษฐกิจ ที่ถูกจัดเก็บเป็นเอกสารรับเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาหลายคนเสนอให้กู้เพิ่ม แต่รัฐบาลไม่กล้ากู้เงินมาเพื่อให้ทันการณ์ และไม่กล้าแก้เพดานหนี้สาธารณะให้เกิน 60% เพียงเพราะกลัวว่าจะโดนโจมตีทางการเมือง กลัวเสียคะแนนนิยมกูกลัวโดนเพื่อนล้อว่า “เก่งแต่กู้” “เป็นนักกู้สู้ 10 ทิศ” ไม่กล้ากูเพิ่มเพราะกลัวเสียอำนาจ ซึ่งเชื่อว่าถ้าไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นขนาดใหญ่มากพอ 

 

ทั้งนี้ แต่นายกฯ กลับไม่ยอมทำเพราะเสี่ยงในทางการเมือง ประชาชนไม่เชื่อถือเนื่องจากกู้จนเครดิตหมด และปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับวิกฤตตามยถากรรม เพื่อแลกกับการไม่โดนโจมตีทางการเมืองเรื่องการกู้เงินมา แลกกับการนั่งในตำแหน่งนายกฯต่อไป จึงขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ หยุดขโมยอนาคตของประเทศ พร้อมเสนอแนะแนวทางตามระบบประชาธิปไตย โดยยกตัวอย่าง รัฐมนตรีประเทศมองโกเลีย ลาออกเพราะประชาชนประท้วงเรื่องการจัดการโควิดไร้ประสิทธิภาพ

 

ขณะที่ นายกฯสโลวาเกีย ลาออกเพราะแอบตกลงซื้อวัคซีนรัสเซียที่สหภาพยุโรปไม่รับรอง นายกฯอิตาลี ลาออกหลังถูกวิจารณ์รับมือโควิดไม่ได้ จนพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว เช่นเดียวกับนายกฯ มาเลเซีย ลาออกเพราะจัดการโควิดล้มเหลว ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีที่พล.อ.ประยุทธ์เลือก จึงเหลือทางสุดท้ายที่ได้ยกตัวอย่าง นายกฯ สวีเดน ที่พ้นจากตำแหน่งเพราะพ่ายโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ