เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : เลิกทำด่วน! กฎเหล็ก “กินของเย็น” ทำไมห้ามตอนท้องว่าง?

20 ก.ค. 2569 | ปิยวรรณ ประเมษฐะวนิช

OPINION : เลิกทำด่วน! กฎเหล็ก “กินของเย็น” ทำไมห้ามตอนท้องว่าง?

อากาศร้อนๆ แบบนี้ หลายคนคงมีของโปรดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมเย็นๆ น้ำอัดลมแช่เย็น แตงโมแช่ตู้เย็น หรือแม้แต่ลิ้นจี่เย็นฉ่ำๆ ที่กินแล้วสดชื่นคลายร้อนได้ทันที แต่รู้หรือเปล่าว่า... ของเย็นที่ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป!

ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากโรงพยาบาลถงเหริน มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ออกมาเตือนว่า แม้คนสุขภาพดีจะสามารถกินของเย็นได้ แต่ก็ต้องกินให้ถูกวิธี เพราะหากกินผิดจังหวะ หรือกินมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ไม่น้อย

แม้คนสุขภาพแข็งแรงก็ใช่ว่าจะกินของเย็นได้แบบไม่จำกัดนะคะ ผู้เชี่ยวชาญสรุปหลักง่ายๆ ไว้ จะได้ใส่ใจกันมากขึ้น

 

เริ่มที่อย่ากิน “ของเย็น” ตอนท้องว่าง ควรกินหลังอาหารประมาณ 2-3 ชั่วโมง และค่อยๆ กินทีละน้อย ไม่ควรรีบกลืนหรือกินรวดเดียว โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ 

เพราะถ้ากินตอนที่เราท้องว่าง กระเพาะอาหารจะไม่มีกากอาหารมาช่วยลดอุณหภูมิ ความเย็นจัดจะไปกระทบผนังกระเพาะโดยตรงเลยค่ะ ทำให้เกิดอาการเกร็งตัวเฉียบพลัน นำไปสู่การปวดท้องหรือจุกเสียดได้ง่าย หากเรากินของเย็นหลังอาหาร 2-3 ชั่วโมง เป็นช่วงที่อาหารมื้อหลักย่อยไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเกินไปในการปรับอุณหภูมิในกระเพาะอาหารซ้ำซ้อน

ที่สำคัญการค่อยๆ กินช่วยให้ร่างกายปรับตัวต่ออุณหภูมิได้ทัน ป้องกันอาการ “สมองแช่แข็ง” (Brain Freeze) หรืออาการหลอดเลือดหดตัวกะทันหัน อาการที่เรามักจะรู้สึก “จี๊ดๆ” ขึ้นสมองเวลากินของเย็นจัดอย่างรวดเร็ว 

ส่วนใครที่ออกกำลังกายเหนื่อยๆ แล้วชอบดื่มอะไรเย็นๆ ต้องหยุดเลยนะคะ นี่เป็นสิ่งที่หลายคนทำเป็นประจำ แต่จริงๆ แล้วถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำอย่างมาก เพราะตอนที่เราออกกำลังกาย เลือดส่วนใหญ่จะถูกส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะที่กำลังทำงาน ทำให้ระบบทางเดินอาหารได้รับเลือดน้อยลงชั่วคราว หากรีบดื่มน้ำเย็นจัดหรือกินไอศกรีมทันที อาจกระตุ้นให้กระเพาะอาหารและลำไส้เกิดอาการเกร็ง ปวดท้อง คลื่นไส้ หรือท้องเสียได้

 

ที่สำคัญคือ “กินแต่พอดี”!

ไอศกรีมครั้งละ 1 ลูก หรือเครื่องดื่มเย็นประมาณ 150 มิลลิลิตร ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการคลายร้อน

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ร่างกายต้องการในหน้าร้อน อาจไม่ใช่ความเย็นจัดที่สุด แต่เป็นความเย็นที่พอดีและปลอดภัยต่างหาก

โดยเฉพาะ 6 กลุ่มต่อไปนี้ที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

  • กลุ่มแรกคือ “ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก” เพราะระบบทางเดินอาหารยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์หรือเสื่อมลงตามวัย อาหารและเครื่องดื่มเย็นจัดอาจกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น จนเกิดอาการปวดท้องหรือท้องเสียได้ง่าย
  • กลุ่มที่ 2 คือ “ผู้ที่มีโรคกระเพาะ ลำไส้แปรปรวน” หรือใครที่มีแผลในกระเพาะอาหาร เพราะความเย็นสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการเกร็งของกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน หรือถ่ายเหลวได้มากขึ้น
  • กลุ่มที่ 3 คือ “ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน” โดยเฉพาะคนที่มีอาการปวดประจำเดือนอยู่แล้ว การดื่มน้ำเย็นหรือกินของเย็นมากเกินไป อาจทำให้มดลูกหดตัวมากขึ้น และทำให้อาการปวดรุนแรงกว่าเดิม
  • กลุ่มที่ 4 คือ “ผู้ที่มีอาการไมเกรน” ที่จะมีอาการ “ปวดหัวจี๊ด” หลังรีบกินไอศกรีมหรือดื่มน้ำเย็นจัดเร็วเกินไป ภาวะนี้มีชื่อเรียกจริงๆ ว่า “Ice Cream Headache” หรืออาการปวดศีรษะจากความเย็น ซึ่งเกิดจากการที่หลอดเลือดบริเวณศีรษะหดตัวอย่างรวดเร็วนั่นเอง
  • กลุ่มที่ 5 คือ “ผู้ป่วยเบาหวาน” เพราะเครื่องดื่มเย็นและผลไม้แช่เย็นหลายชนิดมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • และกลุ่มที่ 6 คือ “ผู้ที่กำลังเป็นหวัดหรือมีโรคทางเดินหายใจ” ซึ่งแพทย์แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงของเย็นในช่วงที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ

สรุปคืออากาศร้อนๆ กินของเย็นได้ แต่อย่าปล่อยให้ความสดชื่นชั่วคราว กลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวนะคะ

ข่าวล่าสุด